“ไชยยันต์” ทำแถลงการณ์จี้ปล่อย “สมยศ-ผู้ถูกจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ชุมชน Facebook ร่วมลงชือ

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29878

ไชยันต์ รัชชกูล เขียนแถลงการณ์ร้องรัฐฯ ปล่อยตัว สมยศและผู้ถูกควบคุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมจี้ยกเลิกโดยไม่มีเงื่อนไข แถมเรียกร้องมโนธรรมสำนึกผู้บริหารประเทศกล่าวคำขอโทษต่อประชาชนและลาออกไป ล่าสุดมีผู้ใช้ Facebook กว่า 200 คน ร่วมลงชื่อด้วย

วันนี้ (4 มิ.ย.) แถลงการณ์ “ขอให้ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และผู้ถูกจับกุมขุมขังจาก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งยกเลิก พ.ร.ก.นี้โดยด่วน” ที่เขียนและรวบรวมรายนามผู้ร่วมเรียกร้อง โดยนายไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการสาขานิติศาสตร์ ถูกนำไปลงใน Facebook ล่าสุด เมื่อเวลา 14.40 น.วันนี้ มีผู้ร่วมลงนามท้ายแถลงการณ์แล้วจำนวนกว่า 200 คน

แถลงการณ์ดังกล่าว ระบุว่า แม้การปล่อยตัว ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมาถือเป็นการกระทำที่สมควร แต่ก็ยังมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และบุคคลที่สาธารณชนไม่ทราบชื่ออีกจำนวนมากซึ่งได้ถูกจับกุมและควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ปล่อยบุคคลเหล่านั้นโดยเร็ว พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินการยกเลิก พ.ร.ก.ฉบับนี้โดยไม่มีเงื่อนไขข้ออ้างใดๆ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์ของประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล

อีกทั้งยังเรียกร้องต่อรัฐบาลด้วยว่า เพื่อแสดงถึงมโนธรรมสำนึกทั้งในฐานะผู้รับผิดชอบการบริหารประเทศ และในฐานะมนุษย์ปกติ และเพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้แก่การพัฒนาสังคมประชาธิปไตยต่อไป จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้กล่าวคำขอโทษต่อประชาชนผู้เสียชีวิตและบาด เจ็บอย่างเป็นทางการและกราบบังคมทูลลาออกไป

“การพยายามทำการจับกุมผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง และผู้อยู่ตรงข้ามกับกำแพงความคิด ทั้งก่อนและหลังการทำลายการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 นั้น เป็นดัชนีที่แสดงให้เห็นว่า นอกจากรัฐบาลชุดนี้จะมิได้สำนึกถึงบาปมหันต์ที่ก่อแก่ชีวิตและร่างกายของผู้ คนจำนวนนับร้อยนับพันแล้ว ยังดำเนินการปราบปรามผู้คนที่รัฐบาลนึกคิดไปว่า จะกระทบกระเทือนความมั่นคงของตนอย่างไม่ลดละอีกด้วย” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์

ขอให้ปล่อยตัว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และผู้ถูกจับกุมขุมขังจาก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งยกเลิก พ.ร.ก.นี้โดยด่วน

การพยายามทำการจับกุมผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง และผู้อยู่ตรงข้ามกับกำแพงความคิด ทั้งก่อนและหลังการทำลายการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้น เป็นดัชนีที่แสดงให้เห็นว่า นอกจากรัฐบาลชุดนี้จะมิได้สำนึกถึงบาปมหันต์ที่ก่อแก่ชีวิตและร่างกายของผู้ คนจำนวนนับร้อยนับพันแล้ว ยังดำเนินการปราบปรามผู้คนที่รัฐบาลนึกคิดไปว่า จะกระทบกระเทือนความมั่นคงของตนอย่างไม่ลดละอีกด้วย

การกระทำเหล่านี้เกินขีดขั้นและทั้งทำลายหลักการ “นิติรัฐ” ที่หัวหน้ารัฐบาลชุดนี้ชอบกล่าวอ้างให้ความชอบธรรมของตน นายกรัฐมนตรี คงทราบหรือสมควรจะทราบว่า หลักข้อหนึ่งในบรรดาหลักสำคัญทั้งสามข้อของนิติรัฐ คือ การปกป้องพลเมืองภายใต้การกำกับของรัฐมิให้ถูกละเมิดสิทธิ์และข่มเหง ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใด รัฐจึงจำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายตามหลักนิติธรรม แต่ถ้าจะมีเงื่อนไขที่จะใช้กฎหมายใดๆที่ขัดกับหลักการนี้ ก็จำต้องใช้อย่างจำกัดที่สุดเท่าที่ความจำเป็นบังคับ (เช่น ในลักษณะเดียวกับการป้องกันตนเองในสภาวะอันตรายเฉพาะหน้า)

รัฐบาลนี้ได้กระทำการไปในทิศทางตรงกันข้ามกับทั้ง ศีลธรรมเบื้องต้น จริยธรรมของการปกครอง ไปจนถึงการยึดหลักการนิติธรรมอย่างสิ้นเชิง โดยเนื้อแท้แล้ว ย่อมไร้ความชอบธรรมในการที่จะดำรงอยู่ในอำนาจเพื่อบริหารราชการแผ่นดินอีก ต่อไป ดังนั้นข้าพเจ้าผู้มีรายนามตามที่ปรากฏข้างล่าง มีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

แม้การปล่อยตัว ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้นจะเป็นการกระทำที่สมควร กระนั้นก็ยังมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และอีกหลายต่อหลายท่านที่สาธารณชนไม่ทราบนาม ที่กำลังตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับที่อาจารย์สุธาชัยได้ประสบ จึงขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวท่านทั้งหลายเหล่านั้นโดยเร็ว

เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิ์ของประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง จากรัฐบาล จึงขอเรียกร้องให้ดำเนินการยกเลิก พ.ร.ก.ฉบับนี้โดยไม่มีเงื่อนไขข้ออ้างใดๆ

เพื่อแสดงถึงมโนธรรมสำนึกทั้งในฐานะผู้รับผิดชอบการบริหารประเทศ และในฐานะมนุษย์ปกติ และเพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้แก่การพัฒนาสังคมประชาธิปไตยต่อไป จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้กล่าวคำขอโทษต่อประชาชนผู้เสียชีวิตและบาด เจ็บอย่างเป็นทางการและกราบบังคมทูลลาออกไป

๒ มิถุนายน ๒๕๕๓

รายนามผู้ร่วมเรียกร้อง

นายไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์พิเศษวิชานิติปรัชญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กนิษฐ์ มิตินันท์วงศ์ ศิริจันทร์

สิริเพ็ญ พิริยจิตรกรกิจ

วรยุทธ ศรีวรกุล

ธีรพจน์ ศิริจันทร์

สุชาติ เศรษฐมาลินี

ฯลฯ

รายชื่อล่าสุดเมื่อเวลา 14.40 น.วันที่ 4 มิ.ย.53

ติดตามได้จาก http://www.facebook.com/event.php?eid=122530091120185

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

“สม ยศ” เผยร่างหนังสือระหว่างถูกคุมตัวอยู่ค่ายทหาร เตรียมไว้ฝากเพื่อนนักสิทธิฯ ยื่นให้กสม.

เอ็น จีโอทั่วโลกเรียกร้องนายกฯ ไทยปล่อยตัว “สมยศ”

ข้อมูลโดย ประชาไท

"ณัฐวุฒิ" ขึ้นศาลคดีดักฟัง "ท่านเจี๊ยบ"

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29872

คอมมานโดกองปราบคุมตัว "ณัฐวุฒิ" เดินทางจากชะอำมาขึ้นศาลคดีดักฟังโทรศัพท์ปลัดสำนักนายกฯกับ "ท่านเจี๊ยบ" วิรัช ชินวินิชกูล โดย "จตุพร" ขึ้นเบิกความด้วย ส่วน "จักรภพ" อยู่ระหว่างหลบหนี ด้านแฟนคลับ นปช. แห่ให้กำลังใจ

9.00 น. วันนี้ (4 มิ.ย.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ คดีหมายเลขดำ อ.177/2551 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1- 3 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อดักรับไว้ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคม โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเดินขึ้นศาลอาญา นายณัฐวุฒิซึ่งเดินคู่มากับนายจตุพรมีสีหน้ายิ้มแย้ม นายณัฐวุฒิสวมกางเกนยีนส์สวมเสื้อเชิตสีขาวลายตารางปล่อยชายเสื้อ ส่วนนายจตุพรสวมสูท โดยนายจตุพรกอดคอพูดคุยกับนายณัฐวุฒิ และมีแฟนคลับ นปช. จำนวนหนึ่งรอจับมือทักทายและมอบดอกไม้ให้กำลังใจด้วย

โดยกรณีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.50 จำเลยกับพวกได้ร่วมกันนำข้อความถ้อยคำสนทนาที่มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ อันเป็นการสื่อสารทางคมนาคม ซึ่ง พล.ต.ต.พีระพันธุ์ เปรมภูมิ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พูดติดต่อสนทนากับนายวิรัช ชินวินิชกูล อดีตเลขานุการศาลฏีกา หรือ "ท่านเจี๊ยบ" และนายไพโรจน์ นวานุช ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฏีกา ไปใช้ประโยชน์ในการปราศรัย ของจำเลยทั้งสาม โดยนำเสียงการสนทนาของบุคคลทั้งสาม ดังกล่าวที่ถูกแอบบันทึกไว้ไปเปิดเผยแก่ประชาชน ผู้เข้าร่วมรับฟังปราศรัย ที่จำเลยได้เข้าร่วมกันจัดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวงได้รับฟัง อันเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อใช้ประโยชน์และเปิดเผยข้อความ ข่าวสารหรือข้อมูลอื่นใดที่มีการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคม โดยไม่มีอำนาจและโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับคดีนี้นายจักรภพ เพ็ญแข หลบหนีระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ศาลได้ส่งหมายจับไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักงานอัยการสูงสุดอยู่ระหว่างติดตามตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน จึงมีเพียงนายจตุพร เดินทางมาศาลแต่เช้า ส่วนนายณัฐวุฒิ ถูกคอมมานโดกองปราม คุมตัวมาจากกองบังคับการตำรวจพลร่ม โดยศาลนัดพิจารณาตลอดทั้งวันเช้า-บ่าย ด้านอัยการได้เตรียมพยานโจทก์ไว้ 5 ปาก

ทั้งนี้ปากแรกเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวนชั้นประทวนสังกัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล มาเบิกความในประเด็นว่าได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ไปสืบสวนหาข่าวในม็อบเสื้อแดง ที่สนามหลวง และพบการกระทำความผิด จากนั้น อัยการจึงเริ่มนำพยานปากพนักงานสอบสวนมาเบิกความ  คาดว่าจะใช้เวลาเบิกความ จนถึงเวลา 16.30 น. แล้วอาจจะเลื่อนการพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย.) ที่ศาลอาญา มีการนัดสืบพยานคดีดังกล่าว โดยนายจตุพร เดินทางไปร่วมฟังการพิจารณาคดี ขณะที่ทนายความนายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 2 แถลงต่อศาลขอเลื่อนการพิจารณาคดีไปก่อนเนื่องจากนายณัฐวุฒิ ถูกควบคุมตัวอยู่ค่าย ตชด. ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ในคดีที่เป็นผู้ต้องหาคดีอาญาตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่อัยการโจทก์แถลงว่ามีพยานพร้อมเข้าสืบจำนวน 2 ปาก ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเนื่องจากเป็นการพิจารณาคดีต่อเนื่อง โดยนัดสืบพยานในวันที่ 4 มิ.ย.53 ไว้ล่วงหน้าแล้วนั้น จึงเห็นควรให้โจทก์นำตัว นายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 2 มาอยู่ในการควบคุมของศาลอาญา เพื่อการสืบพยานต่อเนื่อง จึงมีคำสั่งเลื่อนการสืบพยานโจทก์ไปเป็นวันที่ 4 มิ.ย.53 ดังกล่าว

ล่าสุดเวลา 15.50 น. นายณัฐวุฒิ และนายจตุพร เดินทางออกมาจากศาลแล้ว โดยมีผู้สนับสนุน นปช. รอให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง หลายคนนำของขวัญและดอกไม้มามอบให้กับนายณัฐวุฒิเนื่องจากวันนี้เป็นวันคล้าย วันเกิดนายณัฐวุฒิ และจะเตรียมร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้นายณัฐวุฒิ แต่นายณัฐวุฒิยกกำปั้นขึ้นและชูนิ้วชี้ขึ้นมาป้องปากเป็นสัญลักษณ์ให้เงียบ และบอกว่าอยู่ในเขตศาล ทำให้ผู้สนับสนุนเงียบเสียงลง โดยตำรวจคอมมานโดได้คุมตัวนายณัฐวุฒิโดยรถยนต์ไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับค่าย นเรศวร ที่ จ.เพชรบุรี

ข้อมูลโดย ประชาไท

วุฒิฯผ่านกม.คลื่น-เปิดทหารคุม กสทช.

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29889

วุฒิสภา ไม่ถึงครึ่งผ่านร่างพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพิ่มกสทช.ฝ่ายความมั่นคง ศาสนา จาก 11 เป็น 15 คน เปิดให้องค์กรรัฐ-เอกชนด้านความมั่นคงและบริหารราชการคัดเลือกกันเอง และต้องจัดคลื่นเพื่อความมั่นคงอย่างพอเพียง

30 พ.ค. 2553 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญนัดพิเศษ โดยมีนางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ…. ที่คณะกรรมการของวุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.นี้คือ การตั้งกรรมการในองค์กรอิสระ (กสทช.) เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแล ออกใบอนุญาต ทั้งกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท จึงเป็นที่ถูกจับตาโดยเฉพาะประเด็นความพยายามเข้ามาเป็นกรรมการจัดสรรผล ประโยชน์ให้กับหน่วยงานของตน ทั้งหน่วยงานรัฐ กองทัพ และภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ประเด็นสำคัญ คือมาตรา 6 ที่กำหนดสัดส่วนและองค์ประกอบของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ที่วุฒิสภาแก้ไขจากเดิม 11 คน เป็น 15 คน โดยเพิ่มสัดส่วนกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านความมั่นคงของ รัฐหรือการบริหารราชการ 2 คน และ การศาสนาและพัฒนาสังคมอีก 2 คน

ส่วนการเสนอรายชื่อเพื่อคัดเลือกกันเองเข้าเป็นกรรมการ กสทช. ได้แก้ไขโดยเปิดช่องให้สถาบันการศึกษาของรัฐและองค์กรเอกชนด้านความมั่นคง และบริหารราชการเสนอตัวแทนเข้าร่วมคัดเลือกกันเองด้วย  องค์ประกอบเพิ่มเติมดังนี้ 1)องค์กรเอกชนด้านการศึกษา วัฒนธรรม หรือศาสนาหรือพัฒนาสังคม 2)สถาบันการศึกษาของรัฐด้านความมั่นคง 3)องค์กรเอกชนด้านความมั่นคง 4)สถาบันการศึกษาของรัฐด้านการบริหารราชการ และ 5)องค์กรเอกชนด้านการบริหารราชการ

พร้อมทั้งแก้ไขคุณสมบัติด้านอายุของกรรมการจาก 30-65 ปี เป็น 35-70 ปี

สำหรับการแก้ไขแผนแม่บทการจัดสรรคลื่นความถี่ในชั้นวุฒิสภา ได้เพิ่มเติมให้ต้องกำหนดรายละเอียดคลื่นความถี่เพื่อใช้งานด้านความมั่นคง ของรัฐอย่างเพียงพอและเหมาะสมในร่างมาตรา 48

หลังจากที่ประชุมวุฒิสภาอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 59 ต่อ 26 คน ไม่ลงคะแนน 6 คน
ในวันต่อมา (1 มิ.ย.) นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมหน้า(ส.ค.) ซึ่งก็ต้องดูว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภาหรือไม่

ข้อมูลโดย ประชาไท

นายกจีนเยือนพม่า

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29886

นายเหวินเจียเป่า  นายกรัฐมนตรีของจีนเดินทางถึงพม่าแล้ว โดยมีกำหนดเยือนพม่าเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งนับเป็นการเยือนพม่าของรัฐมนตรีของจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

เจ้าหน้าที่ทางการพม่าคาดการณ์กันว่า การเยือนของนายเหวินเจียเป่าครั้งนี้  น่าจะมีการลงนามระหว่างพม่าและจีนในโครงการด้านพลังงานและโครงการเขื่อน เพราะเป็นที่ทราบดีว่า  จีนคือคู่ค้าสำคัญและเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในแหล่งพลังงานธรรมชาติในพม่า มหาศาล ทั้งนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตน้ำมันหลักของจีนได้เริ่มก่อสร้างท่อส่งก๊าซทั่วพม่าแล้ว ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของจีนยังรวมถึงแหล่งพลังงานก๊าซและน้ำมันในรัฐอาระกัน ที่รัฐบาลจีนได้สร้างท่อส่งก๊าซและน้ำมันเพื่อนำพลังงานดังกล่าวส่งต่อไปยัง มณฑลยูนนานของจีน

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเดือนสิงหาคมของปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและพม่าได้ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง หลังกองทัพพม่าเข้าโจมตีในเขตพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยกองกำลังโกกั้ง (Myanmar National Democratic Alliance Army หรือ MNDAA) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซึ่งติดกับชายแดนจีน เป็นเหตุให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคนต้องลี้ภัยสงครามไปอยู่ในฝั่งจีน

นักวิเคราะห์มองว่า  รัฐบาลจีนจะยังคงแสดงความวิตกกังวลเรื่องความไม่มั่นคงตรงชายแดนจีนซึ่งติด กับพม่าต่อไป ซึ่งนี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะมีการนำมาหยิบยกพูดคุยในการเยือนของนายก รัฐมนตรีของจีนในครั้งนี้ด้วย

เอตาอ่อง  ผู้นำชาวอาระกันแสดงความคิดเห็นการเยือนของนายกจีนในครั้งนี้ว่า นายเหวินเจียเป่าควรบอกกับรัฐบาลพม่าให้เปลี่ยนแปลงนโยบายในการปฏิรูปประเทศ ด้วย เพราะจีนเป็นมิตรที่สำคัญของรัฐบาลพม่า และรัฐบาลอาจเชื่อฟังสิ่งที่จีนบอก แม้ว่าจะไม่เชื่อทั้งหมดก็ตาม เอตาอ่องกล่าว

มีรายงานว่า นายเหวินเจียเป่าจะเข้าร่วมงานในโรงเรียนแห่งหนึ่งก่อน จากนั้นจะเดินทางไปเยี่ยมชมเจดีย์ชเวดากอง และมีการคาดการณ์กันว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 3 พ.ค.53 นายเหวินเจียเป่าจะเข้าพบกับนายพลอาวุโสตานฉ่วยและคณะรัฐบาลในกรุงเนย์ปี ดอว์

มีการคาดการณ์กันว่า นายเหวินเจียเป่าจะเข้าร่วมงานเปิดศูนย์ประชุมนานาชาติในกรุงเนย์ปีดอว์ ซึ่งได้รับทุนสร้างจากจีน ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศ
ที่มา: DVB/Irrawaddy 2 พ.ค.53

ข้อมูลโดย ประชาไท

ปชป ปรับตำแหน่ง 5 รมต.

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29877

ปชป. ปรับออก 5 ตำแหน่ง ได้แก่คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, ธีระ สลักเพชร, ไพฑูรย์ แก้วทอง และระนองรักษ์ สุวรรณฉวีเปลี่ยนเอา องอาจ คล้ามไพบูลย์, จุติ ไกรฤกษ์, เฉลิมชัยศรีอ่อน, ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติเข้าดำรงตำแหน่งแทน

วันที่ 4 มิ.ย.  2553 ผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มติให้ปรับรัฐมนตรีในส่วนของพรรค 5 ตำแหน่งด้วยกัน ได้แก่

1.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกรทะรวงวิทยาศาสตร์ แทน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช โดยเป็นตำแหน่งสับเปลี่ยนในโควตา กทม.

2.นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

3.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขนธ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แทนนายธีระ สลักเพชร ในโควตาภาคกลาง

4.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แทนนายไพฑูรย์ แก้วทอง

5. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ถูกโยกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที แทนตำแหน่งของ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี จากโควตากลุ่มโคราช พรรคเพื่อแผ่นดิน

ข้อมูลโดย ประชาไท

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิฯ จี้ ตร.เผยรายชื่อ-สถานที่ควบคุม ผู้ถูกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29866

กลุ่มนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้เปิดเผยรายชื่อและสถานที่ควบคุมตัวของผู้ที่ถูกจับตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังเหตุการณ์เข้าสลายการชุมนุม นปช.

วันที่ 3 มิ.ย.2553 กลุ่มนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มีจดหมายเปิดผนึก ถึงรักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้เปิดเผยรายชื่อ และสถานที่ควบคุม ของผู้ถูกจับตามหมายจับและควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

เนื้อหาในจม. เปิดผนึกระบุว่า จากการสลายการชุมนุมโดนการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามของรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมานั้นส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และในเวลาต่อมาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับและควบคุมบุคคลที่สงสัยว่าจะ เป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

ในจม.กล่าวถึงข้อมูลจากเว็บไซต์ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางว่ามีหมาย จับภายในเขตกรุงเทพฯ และในเขตสำนักงานตำรวจภาค 1 จำนวน 99 หมาย แต่ไม่มีรายชื่อของผู้ถูกจับและไม่ระบุสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ตลอดจนไม่มีการรายงานถึงจำนวนและสถานที่ของผู้ถูกควบคุมตัวหรือมีหมายจับใน สำนักงานตำรวจภาคอื่น ๆ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ถูกจับและญาติมิตรที่ไม่ อาจทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ถูกจับ และไม่ทราบว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ทางกลุ่มนักกฏหมาย ทนายความและคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ตามที่ระบุชื่อในจม. ได้แสดงความห่วงใยโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมในลักษณะ ที่อาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ต้องได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่ประเทศไทยมีพันธกรณี โดยสิทธิมนุษยชนตามหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว กลุ่มนักกฏหมายสิทธิมนุษยชนจึงเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกาศสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าวที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกพื้นที่ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้ญาติและทนายความสามารถ ติดต่อได้ทันที

จดหมายเปิดผนึก

                                                      กลุ่มนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

                                                                                                วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่อง     ขอให้เปิดเผยรายชื่อ และสถานที่ควบคุม ของผู้ถูกจับตามหมายจับและควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหาร                         ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

เรียน     รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

             ภายหลังจากรัฐบาลได้เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ด้วยการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553  เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยได้รับการประณามและแสดงความห่วงใยจากประชาสังคมโลก    อันเป็นที่ทราบกันทั่วไปนั้น  ต่อมารัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับและควบคุมบุคคลที่สงสัยว่าจะ เป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจากการเวปไซด์ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีรายงานว่ามีหมายจับและควบคุมดังกล่าว ภายในเขตกรุงเทพมหานครและในเขตสำนักงานตำรวจภาค 1 จำนวน 99 หมาย แต่ไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ถูกจับและไม่ระบุสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ตลอดจนไม่มีรายงานของสำนักงานตำรวจภาคอื่นๆ ที่อยู่ในเขตท้องที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่ามีจำนวนผู้ถูกจับตามหมายและถูกควบคุมอยู่ที่ใด เช่นกัน ซึ่งการไม่ทราบรายชื่อผู้ถูกจับและการไม่แจ้งสถานที่ควบคุมผู้ถูกจับ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แก่ผู้ถูกจับและญาติมิตร ที่ไม่อาจทราบได้ว่าผู้ถูกจับ จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ และไม่ทราบสภาพความเป็นอยู่ด้วย กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความและบุคคลที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ผู้มีชื่อท้ายจดหมายนี้ขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ถูกจับกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมในลักษณะที่อาจมีการละเมิด สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและต้องได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่ประเทศไทยมีพันธกรณี โดยเฉพาะมีสิทธิได้รับหลักประกันขั้นต่ำดังต่อไปนี้

                ข้อ 7   ห้ามการซ้อม ทรมาน หรือปฏิบัติใดๆอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม

                ข้อ  9  ข้อ 2 ย่อย ต้องได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม ในขณะถูกจับกุม และจะต้องได้รับแจ้งถึงข้อหาที่ถูกจับ                                              กุมโดยพลัน

                           ข้อ 3 ย่อย มีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือได้รับการปล่อยตัวไป มิให้ถือเป็นหลัก                                        ทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี

                ข้อ 14 มีสิทธิมีทนายความที่เลือกเอง หากไม่มี รัฐต้องจัดหาให้ ต้องได้รับการสันนิษฐานว่าไม่มีความผิด                             และมีสิทธิให้การหรือไม่ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ให้การด้วยความสมัครใจ ต้องได้รับการพิจารณา                             คดีอย่างเปิดเผย รวดเร็ว โดยสื่อมวลชนสามารถเข้าสังเกตการณ์ได้

                สิทธิมนุษยชนตามหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

               1. ขอให้ประกาศรายชื่อผู้ถูกจับกุมต่อสาธารณะ และประกาศสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกพื้นที่ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุก เฉินเพื่อให้ญาติและทนายความสามารถติดต่อได้ทันที เพื่อป้องกันข้อครหาว่า รัฐบาลซ้อมทรมานผู้ถูกจับ และหากผู้ถูกจับเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการรักษา พยาบาลอย่างเหมาะสม

          ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2553

ลงชื่อ

            น.ส.เยาวลักษ์ อนุพันธุ์    ทนายความ

            นายพิทักษ์ เกิดหอม      นักกฎหมาย

            นายศราวุฒิ ประทุมราช   ทนายความ

            น.ส.ภาวิณี  ชุมศรี        ทนายความ

            น.ส.ปรานม สมวงศ์       นักกฎหมาย

            นายนรินทร์   พรหมมา  นักกฎหมาย

ข้อมูลโดย ประชาไท

ทนายสืบสวนความจริงเหตุปราบผู้ชุมนุมเสื้อแดง เขียนบทความโต้บทบรรณาธิการเดอะ เนชั่น

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29870

จากเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ชื่อ "ทนายของทักษิณมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ" ซึ่งเตือนไม่ให้ ศาตราจารย์ เกอธ-แจน อเล็กซานเดอร์ นูปส์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมสงครามร่วมทีมสืบสวนของทนายความ โรเบิร์ท อัมสเตอดัม โดยในบทบรรณาธิการฉบับนี้บอกว่าทีมทนายของโรเบิร์ทได้รับการจ้างวานมา จากอดีตนายกฯ ทักษิณ อีกทั้งยังกล่าวหาอีกว่าโรเบิร์ท เป็นปากกระบอกเสียงให้ทักษิณและก่อนหน้านี้เคยทำตัวเป็นนักล็อบบี้ที่เรียก ตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมาย อีกทั้งยังแสดงความเห็นว่าทีมกฏหมายที่เข้ามาสืบสวนพิสูจน์หลักฐานการปราบ ปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงนั้นไม่น่าจะทำงานด้วยความสุจริต

ในเว็บไซต์ของโรเบิร์ท อัมสเตอดัม ตีพิมพ์บทความตอบโต้ชื่อ "ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น" ซึ่งกล่าวถึงการที่เนชั่นพาดพิงถึงตนและนูปส์ โดยชวนให้นึกถึงสื่อไทยที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลที่ พยายามสร้างความสมจริงในรูปแบบของตัวเองขึ้นมาและชวนให้คนรับสื่อเชื่อโดยทำ ให้พวกเขาแยกระหว่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรื่องแต่งออกจากกันไม่ได้

โดยโรเบิร์ท ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มทนายที่จะเข้ามาสืบสวนการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงของ รัฐบาล เป็นทนายผู้มีชื่อเสียงจากการทำคดีระดับโลก เช่นคดีของบริษัท Yukos-Group MENATEP ในรัสเซีย นิตยสาร เดอะ ลอว์เยอร์ ของอังกฤษเคยจัดอันดับให้โรเบิร์ทติดหนึ่งในร้อยอันดับทนายร้อนแรงของอังกฤษ

ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น
บทบรรณาธิการวันนี้ ของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลไทย ได้พาดพิงถึงงานของผมและของเพื่อนผมคือทนาย เกอธ-แจน อเล็กซานเดอร์ นูปส์ นอกเหนือจากการกล่าวหาโจมตี การกล่าวเท็จ และหมิ่นประมาทตามปกติแล้ว ยังมีส่วนพูดถึงเรื่องทางการเมืองอย่างเลวร้ายด้วย บทบรรณาธิการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายตั้งไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วในการลดคุณค่าของ ผลการสืบสวนเชิงสิทธิมนุษยชนต่อเรื่องการที่รัฐบาลไทยละเมิดกฏหมายอาชญากรรม สงครามในการใช้ความรุนแรงช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา

จริงผมไม่ค่อยเน้นถึงเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะจะทำให้ดูเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นที่สำคัญจริง ๆ แต่เรื่องดังกล่าวนี้ชวนให้ไตร่ตรองถึงผู้อ่านต่างชาติ ในฐานะที่มันได้แสดงให้เห็นแนวทางที่รัฐบาลใช้จัดการ การปั่นกระแส (spin) ของข้อเขียนดังกล่าวแสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจน (พวกเขาแม้กระทั่งใช้คำว่า "ชั่ว") [1] แต่น้ำหนักของมันออกไปในทางการหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นอย่างการกักขังโดย อำนาจเบ็ดเสร็จ การสังหารโดยใช้ศาลเตี้ย และการใช้กำลังอย่างไม่เลือกเป้าหมายในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา นี่เป็นประเทศที่เพิ่งจะมีประชาชน 88 คนถูกสังหารโดยทหารบนท้องถนนไปหมาด ๆ แต่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กลับใช้เวลาไปกับการโจมตีทนายอย่างเป็นส่วนตัวและ ด้วยข้อกล่าวหาที่สร้างขึ้นมาเอง เวลาที่เหลือนอกจากนั้นพวกเขาอุทิศให้กับการโจมตี CNN อย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีที่ภาพแทนใด ๆ อีกแล้ว ทีจะแสดงให้เห็นธรรมชาติของรัฐบาลเผด็จการทหารได้น่าเศร้าไปกว่านี้

ก่อนที่จะนำเสนอบทบรรณาธิการเช่นนี้ออกมา นักข่าวหลายคนและบรรณาธิการควรหาแหล่งข้อมูลประกอบในเรื่องที่ตั้งคำถาม แต่ผมไม่เห็นมีการติดต่ออะไรเลย ทั้งนูปส์และผมไม่เคยได้รับโอกาสได้แสดงความเห็นกับ เดอะ เนชั่น ซึ่งอาจทำให้พวกเขาได้แสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่าจุดประสงค์ของพวกเราคือการ แสดงให้เห็นถึงสิทธิโดยพื้นฐานของผู้ชุมนุม นปช. และพิสูจน์หลักฐานความจริงที่ถูกปิดกั้นไว้ กลุ่มเฝ้าระวังอย่างองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) และฮิวแมนไรท์วอทช์ ก็เคยวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้ และการเรียกร้องของพวกเราก็ใกล้เคียงกันมาก พวกเราสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้มีการเรียกร้องการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระของ คณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ นาวี พิลเลย์ และยินดีอย่างยิ่งหากมีการช่วยเหลือในการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตามพวกเรามีสิทธิโดยชอบธรรมในการสืบสวนอย่างเป็นอิสระ ไม่ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารปฏิเสธข้อเสนอเจรจาของ นปช. โดยไม่มีเงื่อนไขและเมื่อพวกเขาบอกปัดข้อเสนอให้มีตัวกลางในการเจรจา ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ทำตัวเหมือนกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ ผมเป็นผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งจากในที่ชุมนุมของเสื้อแดงวันสุดท้าย

พวกเราเริ่มตั้งคำถามเมื่อได้เห็นการโกหกอย่างหน้าด้าน ๆ ของสื่อรัฐ พวกเขากลัวว่าพวกเราจะเจออะไรหรือ? ถ้าหากมีความไม่แน่ชัดเกิดขึ้นมากมายเช่นที่เสียงของคนกลาง ๆ ว่าเอาไว้จริง ดังนั้นจะไปกลัวอะไรกับการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระ แต่แทนที่จะเป็นแบบนั้นพวกเรากลับได้เห็นอะไรที่ดูเหมือนแสดงออกเกินจริง (Hysteria) จากการที่รัฐบาลพูดเน้นย้ำอย่างออกหน้าออกตาเรื่องความไม่สงบทุกครั้ง เพื่อเบี่ยงเบนไม่ให้ถูกความจริงที่เจ็บปวดทิ่มแทง พวกเขาไม่อาจทนรับกับการถกเถียงอย่างเสรีและเปิดกว้างได้ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่เสียงของคนชายขอบที่สุดไปจนถึงทนายความและผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่แค่ทำงานของตนเท่านั้น

แต่ก็โชคดีว่าทุกคนสามารถอ่านข้อเขียนเต็ม ๆ ของบทบรรณาธิการนี้ได้ เพราะไม่มีรัฐบาลเผด็จการที่ไหนมาสั่งปิด โชคดีจริง ๆ ที่ทุกคนได้รับรู้ถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพวกกองทัพที่กำลังยิ้มร่าไปกับ นักเรียนอ็อกฟอร์ตที่มาเป็นนายกฯ โดยไม่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะไม่มีใครเลยที่ส่งข้อความข่มขู่ทนายของเขาและให้ที่อยู่ของพวกเขากับ พวกกลุ่มเสียบประจาน จากที่เคยทำงานในรัสเซีย ไนจีเรีย และ เวเนซุเอลลามาแล้ว ผมก็ยังไม่เคยเห็นอะไรที่หยาบช้าเท่านี้มาก่อนเลย

ปัญหาก็คือ พอรัฐบาลเผด็จการทหารควบคุมสื่อและใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามแล้ว พวกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ก็เริ่มสูญเสียความสามารถในการแยกแยะระหว่างความจริงที่แท้และสิ่งที่ดูสม จริงอย่างมาก (Hyperreality) [2] พวกเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาเมื่อกรณ์ จาติกวาณิช คนเดียวกับที่เคยปฏิเสธมาตรฐานประชาธิปไตยแบบตะวันตก บอกว่า "ต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน คือการที่กองกำลังติดอาวุธของเสื้อแดงจงใจยิงพวกเดียวกันเองเพื่อใส่ร้าย รัฐบาล" พูดอีกอย่างหนึ่งคือ พวกเราถูกชวนเชื่อว่าเสื้อแดงยิงพวกเดียวกันเอง

ถ้าหากพวกชนชั้นนำกองทัพเชื่อคำโกหกเหล่านี้จริง ๆ พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมอย่างมากในการปกป้องปฏิบัติการของตนเองก่อนจะมีการ สืบสวนอย่างอิสระเกิดขึ้น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะคืนความน่าเชื่อถือให้ตัวเองได้อย่างไร เมื่อมีการพบเจอหลักฐานจากการปฏิบัติการของพวกเขา

เชิงอรรถ
[1] มาจากประโยค ….Furthermore, Thaksin’s hiring of a lawyer (or a team of lawyers) to gather evidence to support his own case is one thing. Even the most evil person has that right….

"…นอกจากนี้แล้ว ทักษิณ ยังได้จ้างทีมทนายเพื่อเก็บหลักฐานสนับสนุนคดีของตัวเขาเอง แม้แต่คนที่ชั่วร้ายที่สุดก็มีสิทธิ์นั้น…"

[2] คำว่า Hyperreality (ไม่มีศัพท์เฉพาะในภาษาไทย) มาจากแนวคิดสัญวิทยาและปรัชญาหลังสมัยใหม่ อธิบายถึงการที่จิตสำนึกของคนเราอยู่ในสภาพไม่สามารถแยกแยะโลกความจริงกับ โลกแฟนตาซีได้ โดยเฉพาะในภาวะหลังสมัยใหม่ คำว่า Hyperreality จึงหมายถึงวิธีการที่จิตสำนึกของเราเป็นผู้ให้ความหมายว่าอะไรคือ "ความจริง" ภายในโลกที่มีสื่อมากมายหลายระดับคอยดัดแปลงรูปร่างและกลั่นกรองเหตุการณ์ หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

Jean Baudrillard นักคิดคนสำคัญของแนวคิดนี้ให้ความหมายของ Hyperreality ไว้ว่า "เป็นการจำลองบางสิ่ง ที่ไม่เคยมีอยู่จริง"

ข้อมูลโดย ประชาไท

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.