นายกจีนเยือนพม่า

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29886

นายเหวินเจียเป่า  นายกรัฐมนตรีของจีนเดินทางถึงพม่าแล้ว โดยมีกำหนดเยือนพม่าเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งนับเป็นการเยือนพม่าของรัฐมนตรีของจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

เจ้าหน้าที่ทางการพม่าคาดการณ์กันว่า การเยือนของนายเหวินเจียเป่าครั้งนี้  น่าจะมีการลงนามระหว่างพม่าและจีนในโครงการด้านพลังงานและโครงการเขื่อน เพราะเป็นที่ทราบดีว่า  จีนคือคู่ค้าสำคัญและเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในแหล่งพลังงานธรรมชาติในพม่า มหาศาล ทั้งนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตน้ำมันหลักของจีนได้เริ่มก่อสร้างท่อส่งก๊าซทั่วพม่าแล้ว ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของจีนยังรวมถึงแหล่งพลังงานก๊าซและน้ำมันในรัฐอาระกัน ที่รัฐบาลจีนได้สร้างท่อส่งก๊าซและน้ำมันเพื่อนำพลังงานดังกล่าวส่งต่อไปยัง มณฑลยูนนานของจีน

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเดือนสิงหาคมของปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและพม่าได้ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง หลังกองทัพพม่าเข้าโจมตีในเขตพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยกองกำลังโกกั้ง (Myanmar National Democratic Alliance Army หรือ MNDAA) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซึ่งติดกับชายแดนจีน เป็นเหตุให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคนต้องลี้ภัยสงครามไปอยู่ในฝั่งจีน

นักวิเคราะห์มองว่า  รัฐบาลจีนจะยังคงแสดงความวิตกกังวลเรื่องความไม่มั่นคงตรงชายแดนจีนซึ่งติด กับพม่าต่อไป ซึ่งนี่จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะมีการนำมาหยิบยกพูดคุยในการเยือนของนายก รัฐมนตรีของจีนในครั้งนี้ด้วย

เอตาอ่อง  ผู้นำชาวอาระกันแสดงความคิดเห็นการเยือนของนายกจีนในครั้งนี้ว่า นายเหวินเจียเป่าควรบอกกับรัฐบาลพม่าให้เปลี่ยนแปลงนโยบายในการปฏิรูปประเทศ ด้วย เพราะจีนเป็นมิตรที่สำคัญของรัฐบาลพม่า และรัฐบาลอาจเชื่อฟังสิ่งที่จีนบอก แม้ว่าจะไม่เชื่อทั้งหมดก็ตาม เอตาอ่องกล่าว

มีรายงานว่า นายเหวินเจียเป่าจะเข้าร่วมงานในโรงเรียนแห่งหนึ่งก่อน จากนั้นจะเดินทางไปเยี่ยมชมเจดีย์ชเวดากอง และมีการคาดการณ์กันว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 3 พ.ค.53 นายเหวินเจียเป่าจะเข้าพบกับนายพลอาวุโสตานฉ่วยและคณะรัฐบาลในกรุงเนย์ปี ดอว์

มีการคาดการณ์กันว่า นายเหวินเจียเป่าจะเข้าร่วมงานเปิดศูนย์ประชุมนานาชาติในกรุงเนย์ปีดอว์ ซึ่งได้รับทุนสร้างจากจีน ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศ
ที่มา: DVB/Irrawaddy 2 พ.ค.53

ข้อมูลโดย ประชาไท

ปชป ปรับตำแหน่ง 5 รมต.

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29877

ปชป. ปรับออก 5 ตำแหน่ง ได้แก่คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, ธีระ สลักเพชร, ไพฑูรย์ แก้วทอง และระนองรักษ์ สุวรรณฉวีเปลี่ยนเอา องอาจ คล้ามไพบูลย์, จุติ ไกรฤกษ์, เฉลิมชัยศรีอ่อน, ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติเข้าดำรงตำแหน่งแทน

วันที่ 4 มิ.ย.  2553 ผลการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มติให้ปรับรัฐมนตรีในส่วนของพรรค 5 ตำแหน่งด้วยกัน ได้แก่

1.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกรทะรวงวิทยาศาสตร์ แทน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช โดยเป็นตำแหน่งสับเปลี่ยนในโควตา กทม.

2.นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

3.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขนธ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แทนนายธีระ สลักเพชร ในโควตาภาคกลาง

4.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แทนนายไพฑูรย์ แก้วทอง

5. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ถูกโยกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที แทนตำแหน่งของ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี จากโควตากลุ่มโคราช พรรคเพื่อแผ่นดิน

ข้อมูลโดย ประชาไท

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิฯ จี้ ตร.เผยรายชื่อ-สถานที่ควบคุม ผู้ถูกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29866

กลุ่มนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้เปิดเผยรายชื่อและสถานที่ควบคุมตัวของผู้ที่ถูกจับตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังเหตุการณ์เข้าสลายการชุมนุม นปช.

วันที่ 3 มิ.ย.2553 กลุ่มนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มีจดหมายเปิดผนึก ถึงรักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้เปิดเผยรายชื่อ และสถานที่ควบคุม ของผู้ถูกจับตามหมายจับและควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

เนื้อหาในจม. เปิดผนึกระบุว่า จากการสลายการชุมนุมโดนการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามของรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมานั้นส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และในเวลาต่อมาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับและควบคุมบุคคลที่สงสัยว่าจะ เป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

ในจม.กล่าวถึงข้อมูลจากเว็บไซต์ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางว่ามีหมาย จับภายในเขตกรุงเทพฯ และในเขตสำนักงานตำรวจภาค 1 จำนวน 99 หมาย แต่ไม่มีรายชื่อของผู้ถูกจับและไม่ระบุสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ตลอดจนไม่มีการรายงานถึงจำนวนและสถานที่ของผู้ถูกควบคุมตัวหรือมีหมายจับใน สำนักงานตำรวจภาคอื่น ๆ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ถูกจับและญาติมิตรที่ไม่ อาจทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ถูกจับ และไม่ทราบว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ทางกลุ่มนักกฏหมาย ทนายความและคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ตามที่ระบุชื่อในจม. ได้แสดงความห่วงใยโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมในลักษณะ ที่อาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ต้องได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่ประเทศไทยมีพันธกรณี โดยสิทธิมนุษยชนตามหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว กลุ่มนักกฏหมายสิทธิมนุษยชนจึงเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกาศสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าวที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกพื้นที่ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้ญาติและทนายความสามารถ ติดต่อได้ทันที

จดหมายเปิดผนึก

                                                      กลุ่มนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

                                                                                                วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรื่อง     ขอให้เปิดเผยรายชื่อ และสถานที่ควบคุม ของผู้ถูกจับตามหมายจับและควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหาร                         ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

เรียน     รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

             ภายหลังจากรัฐบาลได้เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ด้วยการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553  เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยได้รับการประณามและแสดงความห่วงใยจากประชาสังคมโลก    อันเป็นที่ทราบกันทั่วไปนั้น  ต่อมารัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับและควบคุมบุคคลที่สงสัยว่าจะ เป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจากการเวปไซด์ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีรายงานว่ามีหมายจับและควบคุมดังกล่าว ภายในเขตกรุงเทพมหานครและในเขตสำนักงานตำรวจภาค 1 จำนวน 99 หมาย แต่ไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ถูกจับและไม่ระบุสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ตลอดจนไม่มีรายงานของสำนักงานตำรวจภาคอื่นๆ ที่อยู่ในเขตท้องที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่ามีจำนวนผู้ถูกจับตามหมายและถูกควบคุมอยู่ที่ใด เช่นกัน ซึ่งการไม่ทราบรายชื่อผู้ถูกจับและการไม่แจ้งสถานที่ควบคุมผู้ถูกจับ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แก่ผู้ถูกจับและญาติมิตร ที่ไม่อาจทราบได้ว่าผู้ถูกจับ จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ และไม่ทราบสภาพความเป็นอยู่ด้วย กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความและบุคคลที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ผู้มีชื่อท้ายจดหมายนี้ขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ถูกจับกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมในลักษณะที่อาจมีการละเมิด สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและต้องได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่ประเทศไทยมีพันธกรณี โดยเฉพาะมีสิทธิได้รับหลักประกันขั้นต่ำดังต่อไปนี้

                ข้อ 7   ห้ามการซ้อม ทรมาน หรือปฏิบัติใดๆอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม

                ข้อ  9  ข้อ 2 ย่อย ต้องได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม ในขณะถูกจับกุม และจะต้องได้รับแจ้งถึงข้อหาที่ถูกจับ                                              กุมโดยพลัน

                           ข้อ 3 ย่อย มีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือได้รับการปล่อยตัวไป มิให้ถือเป็นหลัก                                        ทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี

                ข้อ 14 มีสิทธิมีทนายความที่เลือกเอง หากไม่มี รัฐต้องจัดหาให้ ต้องได้รับการสันนิษฐานว่าไม่มีความผิด                             และมีสิทธิให้การหรือไม่ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ให้การด้วยความสมัครใจ ต้องได้รับการพิจารณา                             คดีอย่างเปิดเผย รวดเร็ว โดยสื่อมวลชนสามารถเข้าสังเกตการณ์ได้

                สิทธิมนุษยชนตามหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

               1. ขอให้ประกาศรายชื่อผู้ถูกจับกุมต่อสาธารณะ และประกาศสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกพื้นที่ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุก เฉินเพื่อให้ญาติและทนายความสามารถติดต่อได้ทันที เพื่อป้องกันข้อครหาว่า รัฐบาลซ้อมทรมานผู้ถูกจับ และหากผู้ถูกจับเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการรักษา พยาบาลอย่างเหมาะสม

          ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2553

ลงชื่อ

            น.ส.เยาวลักษ์ อนุพันธุ์    ทนายความ

            นายพิทักษ์ เกิดหอม      นักกฎหมาย

            นายศราวุฒิ ประทุมราช   ทนายความ

            น.ส.ภาวิณี  ชุมศรี        ทนายความ

            น.ส.ปรานม สมวงศ์       นักกฎหมาย

            นายนรินทร์   พรหมมา  นักกฎหมาย

ข้อมูลโดย ประชาไท

ทนายสืบสวนความจริงเหตุปราบผู้ชุมนุมเสื้อแดง เขียนบทความโต้บทบรรณาธิการเดอะ เนชั่น

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29870

จากเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ชื่อ "ทนายของทักษิณมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ" ซึ่งเตือนไม่ให้ ศาตราจารย์ เกอธ-แจน อเล็กซานเดอร์ นูปส์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมสงครามร่วมทีมสืบสวนของทนายความ โรเบิร์ท อัมสเตอดัม โดยในบทบรรณาธิการฉบับนี้บอกว่าทีมทนายของโรเบิร์ทได้รับการจ้างวานมา จากอดีตนายกฯ ทักษิณ อีกทั้งยังกล่าวหาอีกว่าโรเบิร์ท เป็นปากกระบอกเสียงให้ทักษิณและก่อนหน้านี้เคยทำตัวเป็นนักล็อบบี้ที่เรียก ตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมาย อีกทั้งยังแสดงความเห็นว่าทีมกฏหมายที่เข้ามาสืบสวนพิสูจน์หลักฐานการปราบ ปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงนั้นไม่น่าจะทำงานด้วยความสุจริต

ในเว็บไซต์ของโรเบิร์ท อัมสเตอดัม ตีพิมพ์บทความตอบโต้ชื่อ "ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น" ซึ่งกล่าวถึงการที่เนชั่นพาดพิงถึงตนและนูปส์ โดยชวนให้นึกถึงสื่อไทยที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลที่ พยายามสร้างความสมจริงในรูปแบบของตัวเองขึ้นมาและชวนให้คนรับสื่อเชื่อโดยทำ ให้พวกเขาแยกระหว่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรื่องแต่งออกจากกันไม่ได้

โดยโรเบิร์ท ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มทนายที่จะเข้ามาสืบสวนการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงของ รัฐบาล เป็นทนายผู้มีชื่อเสียงจากการทำคดีระดับโลก เช่นคดีของบริษัท Yukos-Group MENATEP ในรัสเซีย นิตยสาร เดอะ ลอว์เยอร์ ของอังกฤษเคยจัดอันดับให้โรเบิร์ทติดหนึ่งในร้อยอันดับทนายร้อนแรงของอังกฤษ

ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น
บทบรรณาธิการวันนี้ ของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลไทย ได้พาดพิงถึงงานของผมและของเพื่อนผมคือทนาย เกอธ-แจน อเล็กซานเดอร์ นูปส์ นอกเหนือจากการกล่าวหาโจมตี การกล่าวเท็จ และหมิ่นประมาทตามปกติแล้ว ยังมีส่วนพูดถึงเรื่องทางการเมืองอย่างเลวร้ายด้วย บทบรรณาธิการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายตั้งไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วในการลดคุณค่าของ ผลการสืบสวนเชิงสิทธิมนุษยชนต่อเรื่องการที่รัฐบาลไทยละเมิดกฏหมายอาชญากรรม สงครามในการใช้ความรุนแรงช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา

จริงผมไม่ค่อยเน้นถึงเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะจะทำให้ดูเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นที่สำคัญจริง ๆ แต่เรื่องดังกล่าวนี้ชวนให้ไตร่ตรองถึงผู้อ่านต่างชาติ ในฐานะที่มันได้แสดงให้เห็นแนวทางที่รัฐบาลใช้จัดการ การปั่นกระแส (spin) ของข้อเขียนดังกล่าวแสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจน (พวกเขาแม้กระทั่งใช้คำว่า "ชั่ว") [1] แต่น้ำหนักของมันออกไปในทางการหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นอย่างการกักขังโดย อำนาจเบ็ดเสร็จ การสังหารโดยใช้ศาลเตี้ย และการใช้กำลังอย่างไม่เลือกเป้าหมายในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา นี่เป็นประเทศที่เพิ่งจะมีประชาชน 88 คนถูกสังหารโดยทหารบนท้องถนนไปหมาด ๆ แต่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กลับใช้เวลาไปกับการโจมตีทนายอย่างเป็นส่วนตัวและ ด้วยข้อกล่าวหาที่สร้างขึ้นมาเอง เวลาที่เหลือนอกจากนั้นพวกเขาอุทิศให้กับการโจมตี CNN อย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีที่ภาพแทนใด ๆ อีกแล้ว ทีจะแสดงให้เห็นธรรมชาติของรัฐบาลเผด็จการทหารได้น่าเศร้าไปกว่านี้

ก่อนที่จะนำเสนอบทบรรณาธิการเช่นนี้ออกมา นักข่าวหลายคนและบรรณาธิการควรหาแหล่งข้อมูลประกอบในเรื่องที่ตั้งคำถาม แต่ผมไม่เห็นมีการติดต่ออะไรเลย ทั้งนูปส์และผมไม่เคยได้รับโอกาสได้แสดงความเห็นกับ เดอะ เนชั่น ซึ่งอาจทำให้พวกเขาได้แสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่าจุดประสงค์ของพวกเราคือการ แสดงให้เห็นถึงสิทธิโดยพื้นฐานของผู้ชุมนุม นปช. และพิสูจน์หลักฐานความจริงที่ถูกปิดกั้นไว้ กลุ่มเฝ้าระวังอย่างองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) และฮิวแมนไรท์วอทช์ ก็เคยวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้ และการเรียกร้องของพวกเราก็ใกล้เคียงกันมาก พวกเราสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้มีการเรียกร้องการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระของ คณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ นาวี พิลเลย์ และยินดีอย่างยิ่งหากมีการช่วยเหลือในการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตามพวกเรามีสิทธิโดยชอบธรรมในการสืบสวนอย่างเป็นอิสระ ไม่ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารปฏิเสธข้อเสนอเจรจาของ นปช. โดยไม่มีเงื่อนไขและเมื่อพวกเขาบอกปัดข้อเสนอให้มีตัวกลางในการเจรจา ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ทำตัวเหมือนกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ ผมเป็นผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งจากในที่ชุมนุมของเสื้อแดงวันสุดท้าย

พวกเราเริ่มตั้งคำถามเมื่อได้เห็นการโกหกอย่างหน้าด้าน ๆ ของสื่อรัฐ พวกเขากลัวว่าพวกเราจะเจออะไรหรือ? ถ้าหากมีความไม่แน่ชัดเกิดขึ้นมากมายเช่นที่เสียงของคนกลาง ๆ ว่าเอาไว้จริง ดังนั้นจะไปกลัวอะไรกับการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระ แต่แทนที่จะเป็นแบบนั้นพวกเรากลับได้เห็นอะไรที่ดูเหมือนแสดงออกเกินจริง (Hysteria) จากการที่รัฐบาลพูดเน้นย้ำอย่างออกหน้าออกตาเรื่องความไม่สงบทุกครั้ง เพื่อเบี่ยงเบนไม่ให้ถูกความจริงที่เจ็บปวดทิ่มแทง พวกเขาไม่อาจทนรับกับการถกเถียงอย่างเสรีและเปิดกว้างได้ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่เสียงของคนชายขอบที่สุดไปจนถึงทนายความและผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่แค่ทำงานของตนเท่านั้น

แต่ก็โชคดีว่าทุกคนสามารถอ่านข้อเขียนเต็ม ๆ ของบทบรรณาธิการนี้ได้ เพราะไม่มีรัฐบาลเผด็จการที่ไหนมาสั่งปิด โชคดีจริง ๆ ที่ทุกคนได้รับรู้ถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพวกกองทัพที่กำลังยิ้มร่าไปกับ นักเรียนอ็อกฟอร์ตที่มาเป็นนายกฯ โดยไม่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะไม่มีใครเลยที่ส่งข้อความข่มขู่ทนายของเขาและให้ที่อยู่ของพวกเขากับ พวกกลุ่มเสียบประจาน จากที่เคยทำงานในรัสเซีย ไนจีเรีย และ เวเนซุเอลลามาแล้ว ผมก็ยังไม่เคยเห็นอะไรที่หยาบช้าเท่านี้มาก่อนเลย

ปัญหาก็คือ พอรัฐบาลเผด็จการทหารควบคุมสื่อและใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามแล้ว พวกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ก็เริ่มสูญเสียความสามารถในการแยกแยะระหว่างความจริงที่แท้และสิ่งที่ดูสม จริงอย่างมาก (Hyperreality) [2] พวกเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาเมื่อกรณ์ จาติกวาณิช คนเดียวกับที่เคยปฏิเสธมาตรฐานประชาธิปไตยแบบตะวันตก บอกว่า "ต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน คือการที่กองกำลังติดอาวุธของเสื้อแดงจงใจยิงพวกเดียวกันเองเพื่อใส่ร้าย รัฐบาล" พูดอีกอย่างหนึ่งคือ พวกเราถูกชวนเชื่อว่าเสื้อแดงยิงพวกเดียวกันเอง

ถ้าหากพวกชนชั้นนำกองทัพเชื่อคำโกหกเหล่านี้จริง ๆ พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมอย่างมากในการปกป้องปฏิบัติการของตนเองก่อนจะมีการ สืบสวนอย่างอิสระเกิดขึ้น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะคืนความน่าเชื่อถือให้ตัวเองได้อย่างไร เมื่อมีการพบเจอหลักฐานจากการปฏิบัติการของพวกเขา

เชิงอรรถ
[1] มาจากประโยค ….Furthermore, Thaksin’s hiring of a lawyer (or a team of lawyers) to gather evidence to support his own case is one thing. Even the most evil person has that right….

"…นอกจากนี้แล้ว ทักษิณ ยังได้จ้างทีมทนายเพื่อเก็บหลักฐานสนับสนุนคดีของตัวเขาเอง แม้แต่คนที่ชั่วร้ายที่สุดก็มีสิทธิ์นั้น…"

[2] คำว่า Hyperreality (ไม่มีศัพท์เฉพาะในภาษาไทย) มาจากแนวคิดสัญวิทยาและปรัชญาหลังสมัยใหม่ อธิบายถึงการที่จิตสำนึกของคนเราอยู่ในสภาพไม่สามารถแยกแยะโลกความจริงกับ โลกแฟนตาซีได้ โดยเฉพาะในภาวะหลังสมัยใหม่ คำว่า Hyperreality จึงหมายถึงวิธีการที่จิตสำนึกของเราเป็นผู้ให้ความหมายว่าอะไรคือ "ความจริง" ภายในโลกที่มีสื่อมากมายหลายระดับคอยดัดแปลงรูปร่างและกลั่นกรองเหตุการณ์ หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

Jean Baudrillard นักคิดคนสำคัญของแนวคิดนี้ให้ความหมายของ Hyperreality ไว้ว่า "เป็นการจำลองบางสิ่ง ที่ไม่เคยมีอยู่จริง"

ข้อมูลโดย ประชาไท

เอ็นจีโอทั่วโลกเรียกร้องนายกฯ ไทยปล่อยตัว “สมยศ”

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29868

Clean Cloth Campaign ซึ่งทำงานรณรงค์คุ้มครองการละเมิดแรงงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วโลก รวมรวมรายชื่อเอ็นจีโอในต่างประเทศกว่า 100 องค์กรส่งจดหมายถึงนายกไทย ให้ปล่อยตัว “สมยศ พฤษาเกษมสุข” โดยทันทีเนื่องจากเป็นการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

3 พ.ค. 53 – เว็บไซต์ของ Clean Clothes Campaign ได้รณรงค์ให้ปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน โดยระบุว่า “กรุณาติดต่อรัฐบาลไทยและขอให้ปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักรณรงค์ด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีถูกจับกุมจาก ปัญหาทางการเมืองในประเทศไทย” องค์กรนี้ระบุอีกว่า “เขาถูกคุมตัวในค่ายทหารตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2553 Clean Clothes Campaign และองค์กรต่างๆ เป็นกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพ”

โปรดติดต่อรัฐบาลไทยทันที

http://www.cleanclothes.org/urgent-actions/thai-labour-advocate-arrested#action

อนึ่ง The Clean Clothes Campaign เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานและสนับสนุนการสร้างความเข้ม แข็งของคนงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าภคและสนับสนุนคนงานโดยตรง รวมถึง ต่อสู้ด้านสิทธิต่างๆ และสภาพการทำงานที่ดีขึ้น The Clean Clothes Campaign มีองค์กรพันธมิตรต่างๆ ใน 13 ประเทศในยุโรป และมีองค์กรเครือข่ายกว่า 200 องค์กรทั่วโลก รวมทั้งทำงานในลักษณะเดียวกันนี้ในสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลีย

เรียน พ.ณ. ท่านนายกรัฐมนตรี

ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่านด้วยความนับถือเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขโดยทันที พวกเราเข้าใจว่าในขณะนี้เขาถูกกักขังอยู่ที่ค่ายทหารอดิสรในจังหวัดสระบุรี

พวกเรารู้จักนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จากการทำงานเพื่อขบวนการแรงงานสากล เรารู้ว่าเขาเป็นพลเมืองไทยที่ดีคนหนึ่ง ผู้ที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าในสิทธิมนุษยชน เขาเป็นผู้ที่รู้จักเป็นอย่างดีและได้รับความนับถือในระดับสากล นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นสื่อมวลชนและทำงานด้านวิชาการเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และที่ผ่านมาไม่ได้เป็นแกนนำหลักของ “คนเสื้อแดง”

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมพร้อมกับ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งสองคนเข้ามอบตัวกับศูนย์อำนวยการรักษาสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อพวกเขาได้ยินว่ามีการออกหมายจับ การออกหมายจับดังกล่าวเนื่องมาจากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 เวลา 13.00 น. เมื่อนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ในนามของกลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย จัดการแถลงข่าวขึ้นในบริเวณหน้ามูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ซึ่งเป็นจัดการงานอย่างสันติ

พวกเราเข้าใจว่า เมื่อวันศุกร์ ศาลอาญาเห็นด้วยกับคำขอของศอฉ. ในการขยายระยะเวลาการคุมขังนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขออกไปอีก 7 วัน โดยไม่มีข้อกล่าวหา และไม่มีกระบวนการสอบสวนที่เป็นทางการในระหว่างการกักขัง พวกเขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

พวกเราหวังว่า ท่านจะปฏิบัติตามคำขอของเราและให้ปล่อยตัวโดยทันที รวมทั้งขอให้ท่านแจ้งพวกเราเกี่ยวกับการดำเนินการของท่านในเรื่องนี้โดยเร็ว ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

…………………..

Your Excellency,

I write to respectfully ask you for the immediate release of Somyot Pruksakasemsuk. We understand that he is currently being held at Adisorn Army Base in Saraburi.

We know Mr. Pruksakasemsuk through his work for the international labour movement. We have come to know him as a loyal Thai citizen who has a passionate belief in Human Rights. He is very well known and respected internationally. Mr. Pruksakasemsuk is a journalist and academic promoting freedom of speech and was not part of the core leadership of the “red shirts”.

Mr. Pruksakasemsuk was arrested together with Dr. Suthachai Yimprasert, Associate Professor at Chulalongkom University, who has recently been released. Both men surrendered to the CRES when they heard that warrants were out for their arrest. The warrants were issued in regard to the incident on 21 May 2010 at 13.00, when Mr. Pruksakasemsuk and Dr. Yimprasert, in the name of the 24th of June Democracy Group, held a press conference in front of the House No. 111 Foundation. This was a peaceful event.

We understand that the Criminal Court agreed with the Centre for Resolution of the Emergency Situation (CRES) on Friday to extend the detention of Mr. Pruksakasemsuk for another seven days, and that no charges were pressed against him, and no inquiry session had been arranged during his detention, which we believe to be a violation of international human rights standards.

We sincerely hope you will comply with our request and ensure his immediate release, and kindly ask you to inform us about your actions in this matter at the earliest possibly opportunity,

Yours faithfully,

รายชื่อ ณ เวลา 22.00 น. (3 มิถุนายน 2553)

Henrik Lindholm, Stockholm, Sweden
Anna birgersdotter, Stockholm, Sweden
Hanna Igelstrom, Stockholm, Sweden
kalle sigelius, copenhagen, denmark
Mai Lijst, amsterdam, Netherlands
Dominic Eagleton, London, UK
Femke de Vries, Amsterdam, Netherlands
Peter Dalin, Uppsala, Sweden
Ajaltouni, Paris, France
Timothy Newman, Washington, DC, USA
daniela, valencia, spain
Tatiana Hamboyan Harrison, Grasonville, United States of America
Liz Pirnie, Calgary, canada
Gennaro Varriale, Formia, ITALY
Mikki Chalker, Binghamton, USA
Marco, San Giovanni Valdarno, Italy
Agostino Regnicoli, Montecassiano (MC), Italy
Bill Sorochan, Craven, Canada
Veronica Benassi , Roma, Italy
John Rooke, Manchester, UK
MIles & Erica Anderson, San Francisco, USA
Paulo Rodriguez, Wolvertem, Belgium
Dr. Heiner Koehnen TIE, Frankfurt, Germany
Fabian Steiner, Willisau, Schweiz
Anna Townsend, Watchfield, UK
Victoria Sepulveda, Santiago, Chile
Christine Margaret McCabe, Sandy , UK
Christiane Sturm, Bonn, Germany
Jane Speller, Brighouse, UK
dan beveridge, quebec, canada
Gervasoni-Guilbert, seynod, france
Sharon M. Callahan, East Windsor, NJ, USA
Rosemary Brown, Calgary, Alberta, Canada
Patrizio Tressoldi, TREVISO, IT
Sancho Brochella, Kriens, Switzerland
Stefano Fragasso, Trani, Italy
coanet, saffre, france
Karen Gentleman, RYDE, UK
orsola iora, brescia, italy
Ed Nicholles / Canadian Union of Postal Workers, Maple Ridge, Canada
Jeanne-Marie van Hulten, Delft, Netherlands
A.G. van der Heijden, Zaandam, The Netherlands
Judith Gellert, Aachen, Germany
Barry Wilkinson retired, Calgary, CANADA
caroline Williams, st Albans, united Kingdom
Nik Berendonk, Berlin, Germany
Robert Rutkowski, Topeka, USA
Aaron M. Ucko, Washington, DC, US
John Grayson UNITE, Barnsley, U.K.
Susan Campbell, Montreal, QC, Canada
Carol Dobson, New York, USA
Jason Mcleod, Saskatoon, Canada
Unison, Milton Keynes, UK
Guido Notter, 8800 Thalwil, Switzerland
Benjamin Hensler, San Francisco, USA
Kjersti Velsand, Oslo, Norway
Ralph Schwieger  USW, Milwaukee, USA
Ira Glazer, Barcelona, Spain
Fashioning Change, San Diego, United States
Roka Barcza hungarian journalist, Budapest, Hungary
Giordano Schillaci, Palermo, Italy
Anthony Dent, London, UK
Juergen Wildner, Reggio Emilia, Italy
Ceri Williams, Victoria, Canada
Norunn Rindedal, Fyllingsdalen, Norway
Davide Dalpane, San Lazzaro di Savena, Italy
Francesca Pagani, San Lazzaro di Savena, Italy
Franziska Sonnenmoser, 8400 Winterthur, Switzerland
Joanne D. Ferguson, Sheffield Lake, USA
Lisa Reitz, Reutlingen, Germany
Kathleen Gutierrez, Berkeley, USA
Mandy la combre mandate trade union, Dublin, Ireland
Annika Torstensson, Stockholm, Sweden
Alice Yap, Selangor, Malaysia
Eva Lockner /NAFIA, Solna, Sweden
Phil Miller, Vitoria, Spain
Joan Peralta Mas, Terrassa, SPAIN
kav laoved, tel aviv, israel
Joakim Lindskog, KÃolls Nabbelov, Sweden
Roberto Barbieri, Asciano, Italy
Julienne Travers, Rome, Italy
Barnier, Grilly, France
Hellen Harty, Enicinitas, CA, USA
freckmann, revel, france
Dennis Arnold, Chapel Hill, USA
PARMENTIER , TOULOUSE, FRANCE
Irene Leger, Plympton, Canada
Anne-Sylvie Crisinel, Oxford, United Kingdom
Linda Kronman, Helsinki, Finland
Rob Park, Ottawa, Canada
fredrik kjellin, uppsala, sweden
Nina Ascoly, Amsterdam, The Netherlands
Lorenz Steininger, Hohenwart, Germany
Lars Besterman, Eskilstuna, Sweden
Mary Lou Finley, San Diego, USA
Avinio  Damiano, Como, Italy
liesbeth sluiter, amsterdam, nederland
Renato Magtubo, Manila, Philippines
alberto rinaldi, Firenze, Italy
Elisabeth Burleigh, Leicester, United Kingdom
j.arens, amsterdam, netherlands
Jose Padua, Front Royal, VA, USA
irene gomez fernandez, venice, italy
Jeroen Merk, Amsterdam, Netherlands
Sara Davidson, Oxfordshire, UK
Mathilde Nägeli, CH-8802 Kilchberg, Switzerland
Ruth Conlock, Manchester, United Kingdom
Linda Wright, South Croydon, UK
Petra Schultz, Amsterdam, The Netherlands
Rena van Lotringen, Assen, Netherlands
Aina Sandrini, Tarvisio, Italy
Marianne Dekker, Assen, Netherlands
Dr. Ruth Needleman/ Indiana University, Gary, Indiana, USA
Marla de Vries, Eibergen, Netherlands
Clean Clothes Campaign Germany, Berlin, Germany
Steinar Strandheim, Hornasand, Sweden
Gerard Oonk, Utrecht, The Netherlands
Paul Chislett, Windsor, Ontario, Canada
norman biddlecombe, london, UK
erik verkerk, harlingen, the netherlands
vik sarakula, Sydney, australia
Glenn Fletcher, Hamilton, Canada
Clean Clothes Campaign Netherlands, Amsterdam, Netherlands
Robert Carnevale, Wantage, N.J., USA
Sarah, Hebo, USA
nommensen, utrecht, netherelands
Mr. Melvin Greer, Glendale Arizona, USA
J Robert Miller, Grand Prairie, US
Pam Frierson, Bandera, Texas, U.S.A.
Peter Brantschen, San Juan de Labritja, Spain
Stuart Gregory, Sheffield, United Kingdom
Gubelmann Barbara, Zollikerberg, Switzerland
Erin Dixon/Dossier Journal, Brooklyn, United States
Mariella Fontana, Milano, Italy
Natasha Shpiller, Chicago, USA
koch irene, aarau rohr, switzerland
Marion Sporing, Dundee, UK
Richard Innes, North Shore City, New Zealand
Sheila Dunnachie, Mayne Island, Canada
Rachel Robbins, Coventry, United Kingdom
Wayne Lessard, City of Windsor, Canada
Regina Fels, Mainz, Germany
Herbert Escher, Basel, Switzerland
Friedemann Reich, 4123 Allschwil, Switzerland
R Sheikh, Norwich, UK
Susan Gilchrist, Ashtead, United Kingdom
Tom Hudyma, Pittsburgh, USA
Adele Winston, Barnet, UK
Ming Lam, Bayside, USA
Helen Pugh, Bath, UK
Simone Bayer, Kleinwallstadt, Germany
DOBIGNY Alain, Limoges, France
James Mc Auley, Glasgow, Scotland
Ursula Bolli, CH-8712 Staefa, Switzerland
MANFRED OBENAUS, KREMS/DONAU, AUSTRIA
Chris Patton Unite, Newry, Ireland
Gerda Seaman/AFL, Chico, U.S.A.
john johnson, rockford, usa
Rachel Zatz, London, United Kingdom
Agata Maciejewska, Warsaw, Poland
Natalia Caj, Lodz, Poland
Laura Forsstram, Joensuu, Finland
Malin Pennlov, Uppsala, Sweden
Mallika Henry, Cambridge, NY, USA
Maureen Sheahan, Southfield, USA
All Saints Anglican Church, Ottawa, Canada
Rolf Stuber, Männedorf, Switzerland
Steve Neubeck, Buffalo NY, USA
Jessica Buchanan, San Pedro, USA
Antony Schofield, Mancester, England
Isabel Ballmer, Zurich, Switzerland
Yasiu Kruszynski, Grudziadz, Poland
Ms. Leonie Haverkamp, Herwijnen, The Netherlands
Eva Waldispohl, Zarich, Switzerland
Mr. Arno van Boheemen, Herwijnen, The Netherlands
JOS DEKEUKELEIRE, DE PINTE, BELGIUM
Amnesty International, Guildford, UK
Sofia Schubert, Gothenburg, Sweden
Jonathan Boud, London, England
Gesine Heller, Reinach, Switzerland
Sara Rigney, Dublin, Ireland
Paul Pugh, Thundere Bay, Canada
Patty Ralston, Fredericton, CANADA
yvonne haarsma, the hague, NL
hans-peter kohnke, toronto, canada
Movimento dei Consumatori, Venice, Italy
Trevor Pritchard, Manchester, United Kingdom
John and Martha Stoltenberg, Elkhart Lake, USA
charlie  + mary, Amsterdam, The Netherlands
Wesley Morgan, Ottawa, Canada
G.P.M.C.Tari, maastricht, netherlands
Daniel Ruprecht, CH-8308 Illnau, Switzerland
MRFA (ret), Calgary, Canada
Hilary Mobbs, Odda, Norway
aat dekker, the hague, netherlands
Tim, Washington, DC, USA
Cecilia von Otter, Uppsala, Sweden
Larry Carney, CCODP, Clifford, Canada
John Mark Robertson, Belleville , Canada
Jen McClelland, London, UK
Esther van zetten, amsterdam, Netherlands
Angus McConnell NZDWU , Hamilton , New Zealand 
Emily Jones, London, United Kingdom
Duncan Allan, Wellington, New Zealand
Emily Cornell, Colchester, UK
Ulrika Gunnarsson Östling, Stockholm, Sweden
alexis blanchard methot, montreal, canada
Bob McAuliffe, Pittsburgh, USA
Erik Schnabel, San Francisco, CA, USA
canadian cuban friendship association, Calgary, Canada
Bernward Budde IG Metall, Berlin, Germany
Christy Knockleby, Sudbury, Ontario, Canada
Rael Nidess, M.D., Marshall, USA
Iris Maher, Amsterdam, netherlands
Nese Kildaci, Istanbul, Turkey
William Farrell, London, UK
Notta Caflisch, Chur, Switzerland
Helvetas Regionalgroup, Amriswil, Switzerland
Kaja Fjørtoft, Oslo, Norway
Ahmet Bekmen-Äostanbul University, Istanbul, Turkey
MARK SALAMON, SAN MATEO, UNITED STATES
Gaia, Paris, France
Maritime Unnion of New Zealand, Local 13, Auckland, New Zealand
Rosina Simmons, Guildford, United Kingdom
Wim Van Caelenbergh, Wetteren, Belgium
Bigot, Yvonand, Switzerland
Katrien Melis/ACV, Wetteren, Belgium
Julie Phillips, Amsterdam, Netherlands
T.Kaufmann, Regensburg, Germany
agata chromcewicz, amsterdam, the netherlands
Nancy Macdonald, Victoria, Canada
Marie Gutkowski, Ridgewood, United States
Christa de Bruin, Utrecht, the Netherlands
Shahin Shabanian/National Education Association, Williamsport, USA
Johan Moller, Goteborg, Sweden
Sheila Cheng, Chesham, United Kingdom
Alberto Garcaa Fabregat, Orihuela, Spain
wouter renkema, bedum, netherlands
Denise Lytle, Fords, NJ, USA
Ruth Valentine, Keith, UK
Kevin Moloney, Toronto, Canada
Aleksandra Mielnik, Warsaw, Poland
bill galli, n.adams, usa
shirley roiter, brisbane, australia
Timothy Sears, Seattle, Washington, USA
Dr Rosie Scott, Sydney, Australia
Leah Jones, Bauple, Queensland, Australia
CHEVROT, Saint SIXT, France
Monika Setter, Edmonton, Canada
Aphrodite Bilalis, Voula, Greece
Shelby Creager, Seattle, United States
Christine Habermann, Hannover, Germany
Leon Edwards, Southampton, UK
Norbert Mueller, Schwaebisch Gmuend, Germany
Alison Flensburg, Saskatoon, Canada
Patrycja Wibe, Gdynia, Poland
terry steward, SYDNEY, AUSTRALIA
chris clarke, Nowra NSW, Australia
Vi Gerbrandt, Calgary, Alberta
Nizza Siano, Sydney, Austrralia
Publieke Zaken, Amsterdam, The Netherlands
Rikje Maria Ruiter, Utrecht, the Netherlands
Martina Meckel-Wille, Bonn, Germany
Rod. MacLennan, Sydney, Australia
Martha Goddard, Norwich, UK
Fleur Leary, Canberra, Australia
Dave Thorpe, London, England
Joy and Don Pollard, Clonakilty, Ireland
Janet Hudgins, Vancouver, Canada
Arthur Mink / ILWU-PCPA, Seattle, United States
Adriana Faria, Puyallup, WA, USA
Alan Ket, New York, United States of America
Michael Light, Perth, Australia
Armin Kligge, ver.di, Iserlohn, Germany
Jackie Lewis, London, UK
Carla Meyer, Edmonton, Canada
Marti Monique, Geneva, Switzerland
Amy Luther, Melbourne, Australia
Russell Hannah, shellharbour, australia
Katherine  Tildes, Providence, USA
Kate, Melbourne, Australia
mary smith, dublin, ireland
Marguin Catherine, Lyon, France
CPSU, Hamilton, Australia
Jennifer Glass, Sydney, Australia
Mitchell Roggenkamp, Bowral, Australia
Douglas McNeill, Greenbelt, United States
Jennifer Allwardt, Okemos, U.S.
Mary B. Mills, Waterville, USA
A M W U, GRANVILLE, AUSTRALIA
Dae-oup Chang,  University of London, London, UK
Simon Boyce, Wellington, New Zealand
Maritime Union of New Zealand, Wellington, New Zealand
Susan Butson, Retail,Wholesale,depqrtment store Un, Regina, Saskatchewan, Canada
adis, duderija, australia
Deborah Dickson, Melbourne, Australia
MUNZ UNION, tauranga, NEW ZEALAND
Greg Elliott, Pearl City, Hawaii, USA
EUGENE D BURLES, BRANTFORD, CANADA
Nicholas Houston, Canberra, Australia
Patrick Maurer, Geneva, Switzerland
Gwynnyth Evans Australasian Meat Industry Employee, Melbourne, Australia
Pam, Sydney, Australia
Fahmi Panimbang, Jakarta, Indonesia
doug olthuis, Toronto, Canada
CLEC, Phnom Penh, Cambodia
john  Donaldson, toronto, canada
P. A. Lowry, Berkeley, CA, USA
Anna Clayton, Westhampton, United States
AMRC, Hong Kong, Hong Kong
Des Emery, St.Thomas, ON, Canada
Shig Noguchi, USW Local 810, Anaheim, USA
Bangladesh Center for Workers Solidarity (BCWS), Dhaka, Bangladesh
Emelia Yanti – GSBI, Jakarta, Indonesia
Andrew Campbell, Wellington, New Zealand
Peter Eglin, Kitchener, Canada
Annie Carroll, Canberra, Australia
Kalpona Akter, Dhaka, Bangladesh
Maritime Union of New Zealand, Local 13, Auckland, New Zealand
Vanessa Gale, Somerset, Australia
Janet Cairns, Perth, Australia
Art Hanson, Lansing, Michigan, United States of America
Gemma Freeman, Melbourne, Australia
Ann-Louise Lemstrom, Kirkkonummi, Finland
Catherine Wallace, Melbourne, Australia
Eric Thomson, Sydney, Australia
Amador Navidi, Sydney, Australia
Annie Thomson, Sydney, Australia
Daina, Toronto, Canada
Owen Thompson, Auckland, New Zealand
Elena, Bangkok, Thailand
Pranom Somowng, Temerloh, Pahang
Maxine Phillips, New York City, USA
deborah nicholls, hanoi, vietnam
Mrs. Jody Gibson, Des Moines, United States of America
Corinne Coombs, Mandurah Ocean Marina, Australia
Elfmagic Taylor, Ms, Adelaide, Australia
Gordon Flett, Vancouver, Canada
Nathan Cook, Sydney, Australia
Irene Xavier, Kajang, Malaysia
George Stadnik, Astoria, USA
Walter McClatchey, Alexandria, Louisiana, USA
Ron Avila, San Francisco, USA
Hsiu-man Chen, Taipei, Taiwan
Karen Page, Rockhampton, Australia
Institute for Labour Rights Monitoring (INForM), Bandung, Indonesia
Jonathan Grossman, Boston, USA
Labourstart, Mauke, Cook Islands
Rachael McGuin, darwin, Australia
Michael W Evans, Los Angeles, USA
Peter Gilfedder, Brisbane, Australia
MJ Gentile, Philadelphia, USA
AlisonVangel, Perth, Australia
robert lujan, san gabriel, US
Hannu Laakso, Teisko, Finland
C. Arbour-Dokuchic, St. Joachim, Canada
National Garment Workers Federation, Dhaka, Bangladesh
Mary Cotter, Melbourne, Australia
Rüedin Brigitte, Rheinfelden, Switzerland
Daisy Arago, Center for Trade Union and Human Righ, Quezon city, Philippines
John Welton, Bethesda, Maryland, United States of America
Associated Labor Unions-Trade Union Congress of th, Quezon City, Philippines
Angelique Sapolin, Bathune, France
Howard J Cohen, Ph.D., Palo Alto, USA
Jurg Keller, Oerlingen, Schweiz
Bouclier  Robert, saint laurent, France
Janne Wachsmuth, Berlin, Germany
Natalie Hanson, Lansing, Miichigan, USA
Nigg Calanca Luzia, Zurich, Switzerland
David Beddoes, Barrow-in-Furness, United Kingdom
GIOVANNI ALIOTI, GENOA, ITALY
Fritz Hofmann – IG Metall, Eisenach, Germany
Maja Bleibler, 8001 Zürich, Switzerland
François Quiniou, Louhans, France
Andres Calatayud, Murcia, Spain
roseglint, sydney, australia
barbara schwarzler, zurich, switzerland
Missy, La Heutte, Switzerland
Jed Rosenstein, Barcelona, Spain
Enrico Dal Checco, Torino, Italia
Setem, Bilbao, Spain
Heather Bellingham, Melbourne, Australia
joseph peter tricase, ashfield, australia
Shaun Martell, Norwich, UK
Emily Vearing, Ararat, Australia
Matthew Hughes, Sydney, Australia
Pierre Lavanchy, Lutry, Switzerland
Tessel Pauli, Amsterdam, Netherlands
Rolf FELIX, CH-3011 Bern, Switzerland
Pekka Ristel, Helsinki, Finland
Saskia, Sydney, Australia
Hans Christian Monsen, Oslo, Norway
daniela pappalardo, monterosso almo, italia
Malawi Congress of Trade Unions, Lilongwe, Malawi
Lucia Del Siena, Poggibonsi (Si), Italy
Caviglia Maria, Recco, Italy
Ellen Vanhoutte, Antwerp, Belgium
bilge sekin, istanbul, turkey
Naomi, Amsterdam, The Netherlands
Anu Rasanen, , Finland
Marianne Dahinden, Biel, Switzerland
Jini Park, Seoul, South Korea
Kristina Eneroth, Stockholm, Sweden
robyn fortescue, sydney, australia
Emma Krug/Oxfam, Brussels, Belgium
gioksiong, taipei, Taiwan
Kristina Areskog Bjurling, Stockholm, Sweden
Xavier Lapillonne, Lausanne, Switzerland
Laurent Leemans, Tubize, Belgium
Josi Mingo, Burgos, Spain
Mattias Areskog, Stockholm, Sweden
Ersilia Monti, Milano, Italy
Stephen Black, Kettering, Uk
DOLLAT  amnesty international, gouvieux, france
LHMU – South Australia, Adelaide, Australia
Rodio Patrizia, Lausanne, Switzerland
Clare Brandeberry, worcester, UK
Glenn Kirkindall, Portland, Oregon, USA
Magdalena Schmid Noerr, Munich, Germany
Malin Eriksson, Stockholm, Swedenq
Lia Weston, Kurralta Park, Australia
Christopher Riddselius, Fair Trade Center, Stockholm, Sweden
Sharon Bergin, Londonderry, Northern ireland
drago gajzer, maribor, slovenia
Saskia Boumans, Brussel, Belgium
Jahwin Jeserich, Reuthbay, Germany
Sophie Spillemaeckers, Meise, Belgium
Joel Lindefors, Hägersten, Sweden
Ida Gulbrandsen, Stockholm, Sweden
Fair Trade Center, Stockholm, Sweden
Dr. Paul Lim, Brussels, Belgium
Norbert Nitsch, Erdmannhausen, Germany
Clara Lindefors, Skavde, Sweden
Fabrizio Nocera, Campobasso, Italy
Eleonora Traversa, Brussels, Belgium
Maria Valderh, Bergen, Norway
Carol Lillith Andrews, Coonabarabran, Australia
Horst Hesse, Labeck, Germany
Annette Webb, Portsmouth, UK
Danny Gillespie, Unison, Glasgow, Scotland
Cajsa Unnbom, Stockholm, Sweden
Angela, Napoli, Italia
marina zazo, pisa, italy
Bernhard Huber, Viena, Austria
Marta Bajorek, Warsaw, Poland
Bev Khan, Swansea, Wales
Dr Fiona Haines, Associate Professor University of, Melbourne, Australia
Dan Gallin, Global Labour Institute, Geneva, Switzerland
Michaela Dev, Stockholm, Sweden
R E Shepherd, Leeds, UK
Jenny Webber GMB, Norwich, UK
M. Vrieling, Amsterdam, Netherlands
Elisabeth Buchner, Salzburg, Austria
Jacqueline MESIERE, Annecy, France
Marguerite Enz, 8053 Zürich, Switzerland
Juliette Li, Amsterdam, Netherlands
Burcu Birinci, Mannheim, Germany
Britta Tegby Frisk, Stockholm, Sweden
Andrew West, Stockholm, Sweden
Conor Brian Scott, Dublin, Ireland
Sophie Koers, Amsterdam, The Netherlands
oxfamsolidariy, bruxelles, belgique
Rhona MacSweeney, Dublin, Ireland
Helen van den B erg, melbourne , Australia 
David Lee EPMU, Christchurch, New Zealand
Jim Hunt, Brighton, Massachusetts, USA
Virginia Sandjojo, Utrecht, Netherlands
maaike, Amsterdam, The Netherlands
iris van oort, amsterdam, netherlands
Dr Lucy Zinkiewicz, Geelong, Australia
Cecilia Tuico, Rosario, Cavite, Philippines
Couttausse Marie-Pascale, Toulouse, France
Gemma Freedman, London, UK
Raffael Trimmel, Klostermarienberg, Austria
Nantabhat Bhukkanasut, Bangkok, Thailand
Petrina Reichman, Brisbane, Australia
Joan Brennan, UNISON, London, UK
Luisa Memore, Torino, Italy
Ella Noyes, Southampton, UK
Laura Prinzi, Napoli, Italy
Jenny Lennox, National Union of Journalists, London, UK
Dorothy Amos, Hastings, United Kingdom
Lebreton, Bizerte, Tunisia
Dorothy Amos, Hastings, UK
Jane Faye, Glasgow, Scotland
s willes, London, UK
Tim Bresseleers, Brussels, Belgium
Jerker Thorsell, Stockholm, Sweden
Malin Hakansson, Stockholm, Sweden
Knut Storstad, Finnoy, Norway
Nicki Story, Suce-s/Erdre, France
David Brown, Perth, Australia
Zoe Robinson, London, UK
Ton de Heij, Amsterdam, Netherlands
member aeu, Melbourne, Australia
Sabine Vinatzer, Ortisei- Bolzano, Italy
Bert Schouwenburg GMB, London, UK
Zuzanna Zajczenko – Polish Green Network, Krakow, Poland
Lorraine Clay, Liverpool, United Kingdom
Cecilia Kennberg, Stockholm, Sweden
Alvar Metzner, Arendal, Norway
Robinigg Claudia, 9493 Mauren FL, Liechtenstein
rosie wagstaff, sydney, australia
catusse, st eloy les mines 63, france
Giovanni Paci, Serravalle Pistoiese, Italy
Rhonda Spence, Ottawa, Canada
Joanne van der Poel, Arnhem, the Netherlands
simon dean, chorley, UK
Paulina Szybi„ska, Warsaw, Poland
Emilia Przybyl, Warsaw, Poland
Arthur Kyle, Stevenage, UK
amalia navoni, Milano, Italia
Francesca Perico, Bergamo, Italy
A. Brugman, Uithoorn, The Netherlands
Montse Framis, Firenze, Italy
Ann Hagelstedt, Stockholm, Sweden
meier manfred, warenlingen, switzerland
Caterina Di Francesco, Curtatone (MN), Italy
Isabel Baumann, Luzern, Switzerland
Jenny Chan (SACOM), Hong Kong, China
Goran Anberg/IF Metall, Vasterljung, Sweden
Yves JARDIN, Douarnenez, France
Gernot Hochmueller, Vienna, Austria
CCC, Amsterdam, nederland
Mr. Bobbie Dee Flowers, New York City, U.S.A.
Nicola Wareing, Manchester, England
Lorenza Pirovano, Arona (NO), Italy
L. Lamers, Den Haag, Netherlands
Olga Maciaszek-Sharma, Warsaw, Poland
Sabrina Lopp, Hamburg, Germany
Mateusz, Rdzawka, Poland
Liz Edwards, Lancashire, UK
Deirdre OReilly, M.Ed., GLASGOW , SCOTLAND
Kevin Thomas, Toronto, Canada
Alex Macdonald, Toronto, Canada
Aeschlimann Martine, Kriens, Switzerland
Andrew Blanckensee, canberra, Australia
Francesco Dalmasso, Florence, Italy
daniela amati, bergamo, italy
Matthew Joyce, London, UK);

ข้อมูลโดย ประชาไท

“สมยศ” เผยร่างหนังสือระหว่างถูกคุมตัวอยู่ค่ายทหาร เตรียมไว้ฝากเพื่อนนักสิทธิฯ ยื่นให้ กสม.

http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29864

ลูกชายพร้อมด้วยอดีตเพื่อนร่วมงานเข้าเยี่ยม “สมยศ” บก.นิตยสาร Voice of Taksin ที่ศายอดิศร หลังถูกคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ้าตัวฝากติดต่อถึงนักสิทธิมนุษยชน ให้มาพบ หวังเป็นตัวเชื่อมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ เผยหวั่นถูกโยงกลุ่มคนชุดดำ

วานนี้ (2 มิ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น.ลูกชายพร้อมด้วยอดีตเพื่อนร่วมงานของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการ นิตยสาร Voice of Taksin ได้เดินทางไปที่ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี เพื่อเข้าเยี่ยมนายสมยศซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ที่นั่น ตั้งแต่ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.หลังจากไปมอบตัวกับตำรวจ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมกับนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ระดับ 8 ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในความผิดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) มาตรา 11 (1) ซึ่งล่าสุดนายสุธาชัยได้รับการปล่อยตัวแล้วเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา

นางสาวเยาวภา ดอนเส อดีตลูกจ้างโรงงานที่เคลื่อนไหวเรื่องการถูกเลิกจ้างกล่าวให้สัมภาษณ์ภาย หลังการเข้าเยี่ยมว่า นายสมยศยังคงแข็งแรงดี แม้จะมีสีผิวคล้ำและซูบผอมลงไปบ้าง และจากการพูดคุยนายสมยศได้ฝากติดต่อไปยังนายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และศราวุฒิ ประทุมราช นักสิทธิมนุษยชนให้มาพบ เพราะต้องการยื่นหนังสือผ่าน สสส.เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติภายในสัปดาห์นี้ โดยล่าสุดในช่วงบ่ายของวันก็ได้ติดต่อพูดคุยกับนายไพโรจน์ และศราวุฒิ ซึ่งทั้งสองตอบรับที่จะเข้าเยี่ยมนายสมยศในช่วงเช้าวันนี้ (3 มิ.ย.)

ส่วนเนื้อหาของหนังสือ นางสาวเยาวภากล่าวว่านายสมยศไม่ได้พูดถึงรายละเอียดเนื้อหาที่ร่างไว้ แต่เมื่อตั้งคำถามว่าทางทหารอนุญาติให้เขียนหนังสือด้วยหรือ นายสมยศตอบว่าได้เขียนเอาไว้บนกระดาษทิชชู่

นางสาวเยาวภา กล่าวด้วยว่า นอกจากการไถ่ถามทุกข์สุข ยังได้เล่าให้นายสมยศฟังถึงกิจกรรมรณรงค์ของกลุ่มแรงงานเพื่อให้มีการปล่อย ตัวเขา ซึ่งนายสมยศก็ได้ฝากถึงการร่วมกันรณรงค์เร่งให้ยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็ว เพื่อให้คนที่ถูกควบคุมตัวโดยอาศัยข้อกล่าวหาตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งตัวเขาและคนอื่นๆ อีกจำนวนมากได้รับอิสระ

นางสาวเยาวภาเล่าอีกว่า นายสมยศได้กล่าวแสดงความกังวลต่อการควบคุมตัวว่า อาจมีการต่อเวลาในการควบคุมตัวไปเรื่อยๆ อีกทั้งหนึ่งวันก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่กองปราบได้เข้ามอบสอบปากคำที่ค่าย ซึ่งทำให้รู้สึกได้ว่าถูกพยายามนำไปโยงกับกลุ่มคนชุดดำ ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนดังกล่าวเลย

สำหรับบรรยากาศในการเข้าเยี่ยมนายสมยศ นางสาวเยาวภากล่าวว่าแม้จะมีเจ้าหน้าที่ทหารสังเกตการณ์การพูดคุยราว 4-5 นาย โดยส่วนหนึ่งพกพาอาวุธประจำกาย และมีเจ้าหน้าที่คอยจดบันทึกข้อมูลที่รวมทั้งถ่ายภาพขณะพูดคุยกันเอาไว้ แต่บรรยากาศก็เป็นไปด้วยดี ไม่มีความตึงเครียด นอกจากนี้ จากการได้มีการพูดคุยกับทหารทำให้ทราบว่าค่ายอดิศรขณะนี้มีเพียงนายสมยศคน เดียวที่ถูกควบคุมตัวไว้ที่นี่ โดยไม่มีผู้ถูกควบคุมตัวจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คนอื่นๆ อยู่เลย หลังจากที่นายสุธาชัยได้รับการปล่อยตัวไป

ทั้งนี้ ก่อนหน้าถูกควบคุมตัว นายสมยศถือเป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รุ่น 2  โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับนายสุธาชัย แถลงเรียกร้องรัฐบาลและ ศอฉ.ให้รับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บและ เสียชีวิตจำนวนมาก ที่บริเวณด้านหน้าอาคารมูลนิธิ 111 พรรคไทยรักไทย พร้อมก่อตั้งขบวนการการต่อสู้รอบใหม่หรือเสื้อแดงภาค 2 ในชื่อ "สมัชชาประชาธิปไตย" เพื่อสานต่อภารกิจสร้างประชาธิปไตยและสร้างความเป็นธรรมในสังคมของคนเสื้อ แดง

ข้อมูลโดย ประชาไท

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(3มิ.ย.):ซับเลือด

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(3มิ.ย.)-ซับเลือด

สนับสนุนการฆ่าโปรดเลือกประชาธิปัตย์ -มือดีพ่นสีสเปรย์ป้ายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ว่า"หยุดฆ่าประชาชน"และ"พวกฆาตกร" ทั้งนี้จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต(สข.)กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายนนี้

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
3 มิถุนายน 2553
***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดง กลับมารายงานตัวอีกครั้ง เพื่อเป็นสะพานเชื่อมการติดต่อในยามยากของพลเมืองไทยผู้ใฝ่หาประชาธิปไตยและความยุติธรรม อยากแจ้งข่าวคราว กิจกรรม รูปภาพ คลิป หรือเพื่อติดต่อประสานงานใดๆแจ้งมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.com ***

***สำหรับท่านๆที่เป็นห่วงเป็นใย"พี่กี้ร์"อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เพราะมีข่าวลือหนาหูว่าโดนเก็บไปแล้ว สายข่าวที่เชื่อถือได้แจ้งมาทางอีเมล์รายงานว่า พี่กี้ร์กับแรมโบ้อีสาน-สุภรณ์ อัตถาวงศ์ เดินทางถึงที่หมายปลอดภัยแล้ว ส่วนแกนนำที่ยังไม่โดนจับส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่า จะไม่ยอมมอบตัว ตราบใดที่ยังมีรัฐบาลชื่ออภิสิทธิ์กับสุเทพ ทั้งนี้แกนนำที่รอดจากการกวาดจับบอกว่า จะขอต่อสู้และเสริมสร้างขบวนการประชาธิปไตยต่อไป***
***กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ (Thammasat Community Against Dictatorship) และกลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน (Chula Community for the People)จัดกิจกรรม “ขอพื้นที่พวกเราคืน” : งานเสวนาว่าด้วย พื้นที่ทางสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นมนุษย์ ภายใต้นิติรัฐแห่ง พรก. ฉุกเฉิน ในวันพรุ่งนี้(4มิถุนายน)

สืบเนื่องจากการประกาศใช้พรก. ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มิใช่เป็นไปเพื่อปฏิบัติการ "ขอพื้นที่คืน" จากกลุ่มนปช. เท่านั้น หากแต่ยังมีเป้าหมายเพื่อ "ขอพื้นที่คืน" จากประชาชนทั่วไปในสังคมไทยอีกด้วย นั่นคือ พื่นที่ทางสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์ ซึ่งได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ดั้งเดิม
การ "ขอพื้นที่คืน" รูปแบบนี้ มิใช่การนำรถหุ้มเกราะและทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้า "กระชับพื้นที่" แต่อย่างใด หากแต่ประกอบด้วย การลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร, การปิดเว็บไซต์นับพันแห่ง, การออกหมายเรียกและหมายจับแก่ผู้ที่รัฐสงสัยว่าเป็นศัตรู, ตลอดจนการข่มขู่หลายรูปแบบต่างๆนานา
จึงขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมเสวนาครั้งนี้ เืพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองทัศนะ ในวันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน 2553 เวลา 13.00 -16.00 น. ณ ห้องศ. 201 ตึกศิลปศาสตร์ ชั้น 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โดยมีวิทยากร 4 ท่าน

- ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
- ศราวุธ ประทุมราช นักสิทธิมนุษย์ชนอิสระ
- เกษม เพ็ญพินันท์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กลุ่มสันติประชาธรรม
- นายอับดุลเราะมัน มอลอ โฆษกสหพันธ์นิสิตนักศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

***

***ต่อจากนั้นวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายนนี้ เวลา 16.30 – 20.30 น.ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา ด้านหลังอนุสรณ์สถาน สี่แยกคอกวัว เพื่อนมิตรโดมรวมใจ และเครือข่ายเดือนตุลา จัดกิจกรรม"เล่าประสบการณ์ในค่ายทหารของ
อาจารย์ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ"
รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน รำวงสามัคคี บทกวี และงานวัฒนธรรม***
***ส่วนสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังโดนขังฟรีไม่มีข้อหาที่ค่ายทหารสระบุรีต่อไป ทางดร.ไชยันต์ รัชชกูล ขอเชิญทุกท่านที่รักความยุติธรรมอยากออกแรงกดดันช่วยเหลือปล่อยตัวคุณสมยศเชิญแจ้งรายชื่อ นามสกุล องค์กร(หากมี)มาที่ ดร.ไชยยันต์ รัชชกูล
chaiyan.r@gmail.com จะได้ออกแถลงการณ์หรือยื่นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องต่อไป***
***ท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์แจ้งมาว่า หลังจากผมได้ฟังรายการสรยุทธ เรื่องเล่าเช้านี้ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2553 หลังจากที่คุณสรยุทธ อ่านหนังสือพิมพ์อะไรซักอย่าง เกี่ยวกับเรื่องผลการชันสูตร 6 ศพในวัดปทุมฯ และบอกตอนท้ายว่า เรื่องศพของอาสาสมัครพยาบาล "น้องเกด"ที่ถูกยิง 10 นัดนั้นคงต้องหาพยาน ผมจึงนึกขึ้นได้ว่าผมเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์ ของผุ้ที่อยู่ในวัดปทุมฯ หลังการสลายการชุมนุม ข้อความหนึ่งตอนท้ายของมติชนออนไลน์ ว่ามีข้อความหนึ่งที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้พูดไว้ ผมจึงไปตามหาข่าวนั้นแล้วก็พบ และแนบไฟล์มาให้ท่านทังหลายได้อ่านว่าข้อความ ตอนท้ายในเวบมติชนว่า "นายสุชาติ พรั่งพรหม นปช.จันทบุรี กล่าวย้ำถึงภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน ว่า เห็นทหารยิงประชาชนตอนนั้นพักอยู่ที่วัดปทุมวนารามเห็นศพอยู่ในวัด 6 ศพ บาดเจ็บอีกประมาณ 10 คน ยิงพยาบาล(อาสาสมัคร)ในวัดที่กำลังทำแผลให้กับคนเจ็บ ก่อนยิงยังด่าพยาบาลอีกว่าอีเสื้อแดงมึงเก่งนักหรอแล้วก็ยิงเลย เป็นทหารแก่แล้วมีผมหงอก " ที่ผมจำได้เพราะผมอ่านแล้วรู้สึกคับแค้นใจที่มีคนใจร้ายใจดำขนาดนี้ในบ้านเมืองเรา…พยานมีพร้อม ***

***ถึงแม้ว่าแกนนำนปช.จะโดนจับกุม แต่พี่น้องคนเสื้อแดงยังพร้อมจะยืนหยัดกันต่อไป ตอนนี้กิจกรรมแรกๆที่ต้องทำกันก็คือการซับเลือดซับน้ำตาให้แก่กัน ด้วยการให้ความอนุเคราะห์แก่คนเจ็บ คนตาย คนโดนจับ จากนั้นก็จะมีกิจกรรมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วีรชน โดยราษฎรไทยไพร่เสื้อแดงร่วมกันเป็นเจ้าภาพทั่วประเทศ โดยเมื่อมีความคืบหน้างานบุญนี้จะแจ้งให้ทราบกันต่อไป ***
***อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ แจ้งข่าวมา..เรา, สมาชิกองค์กรรณรงค์สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในประเทศไทย ขอประณามการจงใจกระทำของอิสราเอลที่ใช้ความรุนแรงในการยึดเรือเสบียง ที่กำลังมุ่งหน้าไปส่งความช่วยเหลือให้ชาวปาเลสไตน์ที่กาซา การกระทำของอิสราเอลถือว่าเป็นการปล้นเรือบนท้องทะเลนอกเขตของประเทศใด ถือว่าเป็นการกระทำของโจรสลัด ซึ่งทำให้นักสันติวิธีเสียชีวิตมากกว่าสิบราย และมีคนบาดเจ็บจำนวนมาก เราเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์โดยองค์กรสากล และใครมีส่วนในการเข่นฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็นต้องถูกนำมาลงโทษตามกระบวนการของกฎหมาย เราเรียกร้องให้มีการปล่อยเรือเสบียงและลูกเรือทั้งหมด เราเรียกร้องให้มีการเปิดด่านทั้งหมดของกาซา โดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้อุปกรณ์จำเป็น เช่นอุปกรณ์สำหรับการก่อสร้างและ อุปกรณ์สาธารณสุข และประชาชน ผ่านไปมาอย่างเสรี
ทรราชอิสราเอลอ้างว่าบนเรือมี “ผู้ก่อการร้าย” เพื่อให้ความชอบธรรมกับการส่งทหารไปเข่นฆ่าลูกเรือที่มีแค่ไม้กระบองกับหนังสติ๊ก..คุ้นๆไหม? ***
0000000000
ปฏิบัติการ(แอบ)ฝ่าวงล้อมของสื่อใจบอด-คนกรุงสลิดดก คืนยุติธรรมให้วีรชน เริ่มต้นที่ตัวคุณเอง

วันนี้ได้ทดลอง print ภาพผู้เสียชีวิตลงกระดาษ 100 แผ่น พร้อมข้อความเรียกร้องของความยุติธรรมให้วีรชน ขอให้ผู้คนเลิกถูกสื่อไร้สำนึกปิดตา จากนั้นก็นำไปปล่อยในหลายๆจุด ..มันอาจไม่ได้ผลทันทีในการโค่นรัีฐบาลนี้ แต่ก็ดีกว่านอนเศร้าอยู่เฉยๆ แล้วถ้ายิ่งนานวันคนก็จะยิ่งลืมง่าย วันนี้ออกไปดูผู้คนในกรุงเทพฯ ก็ดูเริงรื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปรองดองล้างถนนแล้วคราบเลือดก็หายไป ความสงบสุขก็กลับมา ….

โดย bonbon moche อีเมล์ติดต่อ bonbongbang@gmail.com
วันนี้ได้ทดลอง print ภาพผู้เสียชีวิตลงกระดาษ 100 แผ่น พร้อมข้อความเรียกร้องของความยุติธรรมให้วีรชน ขอให้ผู้คนเลิกถูกสื่อไร้สำนึกปิดตา จากนั้นก็
1. เอาไปปิดที่ลานจอดรถห้าง 2 แห่ง
ผล : กล้องวงจรปิดโลตัสเยอะมาก แต่คาร์ฟูร์ไม่มีที่ลานจอดรถ ปิดไป 2 ชม. ยังไม่โดนแกะออก
2. เอาไปปิดที่ห้องน้ำพร้อมวางแจก
ผล : ไม่มีกล้องในห้องน้ำ แต่ถูกแกะหายไปอย่างรวดเร็วใน 1 ชม. คาดว่าฝีมือแม่บ้าน ส่วนที่วางไว้แจกฟรีก็หายไปเช่นกัน ไม่รู้มีคนหยิบ หรือ แม่บ้านทิ้ง
3. เอาไปวางบนโต๊ะที่ฟู้ดคอร์ท พร้อมนั่งสังเกตุการณ์
ผล : มีคนเห็นและสนใจหยิบกลับไป จนกระทั่งมีตาแก่คนหนึ่งหยิบเอามาซ่อนที่เก้าอี้ แล้วตัวเองก็นั่งกินข้าวต่อไป เลยรอจังหวะไปหยิบกลับมา แล้ววางตรงที่ลวกช้อน แล้วรีบเดินไป เพราะพักเที่ยงคนเยอะมาก กลัวคนจำได้เหมือนกัน
อีก 1 ชม.ต่อมากลับไปดู รูปภาพหายไปหมด เหลือแต่ป้ายที่เชิญให้หยิบฟรีวางทิ้งอยู่ คิดเข้าข้างตัวเองว่าน่าจะมีคนหยิบไปหมด เพราะถ้าพนักงานทิ้งคงจะทิ้งกระดาษหมดทุกใบ
สรุป – ตื่นเต้นมากประหนึ่งตัวเองเป็นโจรผู้ร้ายกำลังจะขโมยของเขา และระแวงกล้องวงจรปิดมาก อยากจะสู้ก็อยาก แต่ยอมรับว่าขี้ขลาด ถ้าติดคุกมา พ่อแม่ที่อายุเกือบ 80 แล้วใครจะมาเลี้ยงแทนฟะ
กลับมาบ้าน นั่ง print ต่ออีก เพราะเพิ่งไปซื้อ ink tank printer มาเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ อยากจะเอาไปเสียบตามกล่องจดหมายหน้าบ้านคนเหลือเกิน แต่ก็กลัีวอีกล่ะ เลยว่าจะส่งทางไปรษณีย์ ไปกวาดซื้อสแตมป์มาได้ 300 ดวงก่อน จะแยกส่งตามตู้แดงหลายๆที่ แต่รายชื่อที่ว่าจะ random จาก yellowpages ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้มันโชว์แค่เบอร์โทรกับเขต ไม่บอกที่อยู่แล้ว มีแค่รายชื่อที่หาได้มั่วๆ ในเน็ทบ้าง เพราะเพื่อนแนะนำว่า ไม่ควรเอาชื่อเพื่อนเก่าที่มีในหนังสือรุ่นตัวเอง หรือชื่อใครก็ตามที่สนิทชิดเชื้อ
มีใครแนะนำได้อีกว่าจะเอารายชื่อและที่อยู่จากไหนได้บ้างคะ
……….
นอกจากนั้นก็ได้คุยกับเสื้อแดงที่ไว้ใจได้ เขาแนะนำว่า การ write cd clip ต่างๆที่เราโหลดเก็บไว้ได้ก่อนที่ ศอฉ. จะบล็อก แล้วเอาไว้วางตาม food court ให้คนหยิบฟรี น่าจะเป็นอีกหนทางที่เขาถูกปิดหูปิดตาด้วยสื่อรัฐ จะได้รับรู้ความเป็นจริงบ้าง โดยเฉพาะตามมหาลัย dvd แผ่นนึงประมาณ 4 บาท ถูกกว่าส่งไปรษณีย์อีก แล้วคนที่เขาดูแล้วสนใจก็จะเอาไป copy ต่อ เผยแพร่ไปเรื่อย เหมือนกับภาพโป๊ อะไรยิ่งห้ามยิ่งมีคนอยากได้
ตัวเองก็ว่าจะทำค่ะ เลยมาบอกเพื่อนๆที่ต้องการต่อสู้แบบไม่ฮาร์ดคอร์ เผื่อจะลองทำกันดู ซึ่งก็ต้องควักเนื้อกันหน่อย ตอนนี้ก็ตั้งงบประมาณไว้ก่อน 5000 จะทำไปเรื่อยๆ แบบ safe ๆตัวเอง
มันอาจไม่ได้ผลทันทีในการโค่นรัีฐบาลนี้ แต่ก็ดีกว่านอนเศร้าอยู่เฉยๆ แล้วถ้ายิ่งนานวันคนก็จะยิ่งลืมง่าย วันนี้ออกไปดูผู้คนในกรุงเทพฯ ก็ดูเริงรื่นเหมือนไม่มีอะไรเกินขึ้น ปรองดองล้างถนนแล้วคราบเลือดก็หายไป ความสงบสุขก็กลับมา ….
การเผยแพร่ที่ตัวเองทำ จึงแค่หวังว่าคนที่ได้เห็นภาพความจริงจะรู้สึกกระตุกต่อมจิตสำนึกตัวเองบ้างเวลาเห็นภาพที่เสื้อแดงถูกทารุณกรรม เขาคงรู้สึกบ้างถ้ายังมีความเป็นคน อย่างน้อยถ้าเขาจำภาพคนตายติดตา เวลาถ้าไปลงคะแนนเลือกตั้งจิตใจอาจแกว่งไปจากอภิสิืทธิ์ชนบ้าง
(ถ้าได้มีการเลือกตั้งนะพี่น้อง เพราะเราเชื่อว่า ต่อให้เขาลากยาวครบ 1 ปี 9 เดือน มันต้องรวมหัวกับทหารปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจต่อไปอีก)
000000000000

***ล่าสุดเจ้าของปฏิบัติการ"แอบสู้"บอกว่า ปฏิบัติการรวมคลิป รูป และ write วางเผยแพร่ในที่ต่างๆ แบบไม่เปิดเผยตัวคนแจก ยังทำต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ ใน FB เห็นมีหลายคนที่ทำเหมือนกัน
ใครอยาก "แอบสู้" เหมือนกันก็ทำไปเถอะค่ะ CD,DVD แผ่นละ 4 บาทเอง เดือนนี้คุณทำแจกได้ 100 แผ่นก็แค่ 400 บาท กินข้าวร้านหรูมื้อนึงยังไม่พอเลย
คนที่เขาไม่เคยเห็นจะได้ตาสว่างบ้าง แต่ถ้าเขาไม่รู้สึกอะไรกับคนตาย ก็ช่างมัน เพราะมัน "ไม่ใช่คน" แล้ว
"แอบสู้" กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันที่สู้ได้อย่างเปิดเผย เพราะนอนเฉยๆ แบบผู้แพ้ก็จะยิ่งเศร้าซึม คนไทยที่ลืมง่ายก็จะไม่รู้สึกอะไรกับคนที่ตายอีกต่อไป
แอบเสี่ยงคนละนิดๆ ตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ยังปลอดภัยกว่าผู้ชุมนุมที่วิ่งหลบกระสุนปืนเยอะเลยค่ะ****
***ชาวface bookกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง แจ้งมา เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมรณรงค์ "วันอาทิตย์สีแดง" จึงขอเรียนเชิญเสื้อแดงที่สนใจสร้างสรรค์งานศิลปะในการนำเสนอ ภาพถ่ายในหัวข้อ "วันอาทิตย์สีแดง" โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นภาพที่ที่ไม่ถูกแต่งภาพแบบผสมภาพโดยคอมพิวเตอร์ (เน้นแนวคิดกับมุมกล้อง)


รางวัลประกอบด้วย
รางวัลที่ 1 กระเป๋าศิรประภา ( กระเป๋าสานจากผักตบชวา แต่งด้วยผ้าผูกโบว์สายผ้า ด้านในบุผ้าสีเดียวกัน มีซิบเรียบร้อย น่ารักมากๆ )
รางวัลที่ 2 กระเป๋านันทิวาแบบหูหิ้ว ( กระเป๋าสานจากผักตบชวา งานละเอียด เพราต้องนำเส้นผักตบชวามาถักเปีย ถักเกรียวเป็นเส้นเล็กๆๆ ก่อนจะนำมาสาน แต่งโบว์สีแดงให้เข้ากับสาวๆเสื้อแดง )
รางวัลที่ 3 กระเป๋ามาดามจิ๋ว แบบสะพายข้าง ( กระเป๋าสานจากผักตบชวา งานละเอียด เพราะต้องเส้นผักตบชวามาถักเปีย ถักเกรียวเป็นเส้นเล็กๆ ก่อนจะนำมาสาน ) สายหนังยาวสำหรับสะพายข้าง ตกแต่งด้วยฝาปิดหนัง
ส่งมาได้นับแต่นี้ใน FB นี่แหละ
หมดกำหนดส่ง 30 มิย 53
ของรางวัลสนับสนุนด้วยคุณ Prang Lovelypink (ส่วนภาพที่แนบมาเป็นตัวอย่างสาวๆที่เข้าร่วมกิจกรรม) ****

***ท่านใดที่มีโอกาสเข้าเยี่ยมแกนนำที่ถูกจับกุมคุมขังไว้ รวมทั้งมวลชนชาวเสื้อแดงที่โดนจับกุมคุมขังไว้ หากจะแจ้งข่าวคราวที่พอจะแจ้งได้ ให้แจ้งมาที่ไทยอีนิวส์thaienews99@googlegroups.com แต่หากแจ้งแล้วน่าจะเกิดความเดือดร้อนต่อท่านเหล่านั้นก็บอกมาด้วย จะได้พิจารณาให้รอบคอบก่อนนำเสนอ ทั้งนี้ก็เพราะว่า มวลชนคนเสื้อแดงคิดถึงแกนนำมาก…นั่นเอง***

ข้อมูลโดย ไทยอีนิวส์

Sacravatoons no 1736 : " The Buffalo Fighter "

Sacravatoons no 1736 – The Buffalo Fighter


ภาพการ์ตูนบรรยายเป็นควายสีแดงตัวใหญ่ตัวมีข้อความเขียนบนหลังว่า "ไทยอีสาน" กำลังวิ่งเข้าชนคนสู้วัว(อภิสิทธิ์)ที่ทำเก็กชูสองนิ้วแต่เหงื่อตก ด้านล่างเป็นข้อความที่ตัดตอนมาจากหนังสือนิตยสารไทมส์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน 2010 ว่า "สำหรับคนชั้นบนในเมืองกรุงฯ ที่ซึ่งคนบางคนชอบแดกดันคนอีสานว่าเป็น’ควาย’เข้ามาเมืองกรุงฯแค่มาทำงานเป็นคนใช้ ขายของ และโสเภณี การกล่าวหาอย่างนั้นสำหรับคนเสื้อแดงแล้ว ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก"

ข้อมูลโดย ไทยอีนิวส์

บันทึกลับการ์ดเสื้อแดงวันราชประสงค์แตก

บันทึกลับการ์ดเสื้อแดงวันราชประสงค์แตก

ดึกว้นที่ 18 พฤษภาคม พอเอนกายหลับตาพักผ่อนทีไรสะดุ้งตื่นทุกครั้ง ในฝันมองเห็นภาพของวีรชนวันที่10เมษายน มาบอกอะไรสักอย่างเป็นลางสังหรณ์ เหมือนพวกเขาบอกให้ผมหนีไป..เวลาตี1กับ45นาที การ์ดของแกนนำVIPรายหนึ่งมาลาผมกลางดึก ก่อนจากกันน้องเขาพูดว่าฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีทางชนะโจร รักษาตัวด้วยพี่ชายหากได้ดีผมจะติดต่อกลับมา ..ลาก่อน .. โชคดีน้องชาย เป็นคำพูดสุดท้ายที่เราร่ำลากัน ผมยืนมองน้องเขาขับรถออกไปทางด้านหลังเวทีจนลับตา

เวลานี้ผมคิดว่าเป็นทหารอยู่ในสนามรบยังดีกว่าเป็นนักเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะอย่างน้อยทหารก็มีปืนอาวุธครบเหมือนกับฝ่ายตรงข้าม แต่ประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยมือเปล่าๆนี่สิจะเอาอะไรไปสู้กับคนมีปืน

โดย สงครามชีวิต ลิขิตชะตา
เรื่องราวชีวิตจริงที่ผมจะ บรรยายเป็นอักษรต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์วันท้ายๆก่อนที่เวทีชุมนุมราชประสงค์จะแตก
คืนวันที่17พฤษภาคม53 นี่เป็นครั้งแรกของกลางคืนที่ผมต้องลักลอบออกมาจากราชประสงค์โดยไม่ยอมผ่าน ด่านทหาร ตั้งแต่รัฐบาลสั่งทหารบีบวงล้อมปิดทางเข้าออกของผู้ชุมนุม ผมเดินทางมาถึงคลองเตยเวลา22.00น. ด้านนี้มีผู้คนมากมายหลายพันคนที่มาร่วมชุมนุมเพื่อกดดันทหาร
มวลชนแนวร่วมด้านคลองเตยกับบ่อนไก่ต้องยอมรับว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะพวกเขาช่วยให้เราที่อยู่ในราชประสงค์ติดต่อพบปะสื่อสารกับคนภายนอกได้ เพราะเส้นทางซอยบ่อนไก่ไปทะลุซอยร่วมฤดีเชื่อมเข้าหาถนนวิทยุจนถึงแยกราช ดำริ เป็นเส้นทางส่งเสบียงทุกอย่างมาที่เวทีใหญ่
ส่วนทางด้านราชปรารถและดินแดงหมดสิทธิ์แทรกซึมได้เพียงกำลังพลมวลชนเท่านั้น คนคลองเตยส่วนใหญ่เสื้อแดงทั้งนั้น พันธมิตรน้อยมาก
ส่วนย่านบ่อนไก่และซอยงามดูพลีต้องขอชื่นชมหัวใจของพวกเขา หลายคนช่วยกันสู้แบบถวายชีวิตตลอด24ชั่วโมงเลย ที่นี่เป็นสนามรบชัดๆเพราะจะมีเสียงระเบิดอยู่ตลอดเวลากลางวันและกลางคืน น้ำไฟก็ถูกตัด มืดค่ำมาจะจุดไฟก็กลัวทหารมองเห็น ตอนเช้าจะออกไปไหนก็ต้องคอยระวังกระสุนจากทหารที่ยิงจากตึกสูง
หลายครอบครัวต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่นก่อน ส่วนคนที่ไม่ยอมไปเพราะไม่มีทางเลือก พวกเขาต้องหาทางดำเนินชีวิตให้รอด คือการปล้นสดมภ์ทุบร้านสะดวกซื้อในย่านเขตบ่อนไก่ โลตัส เซเว่น ร้านที่ติดถนนใหญ่ไม่มีเหลือ ร้านเหล่านี้โดนทุบกระจกเพื่อเอาสินค้าก่อนราชประสงค์แตกหลายวันแล้ว

ผมอยู่ที่บ่อนไก่จนถึงเช้าวันที่18พฤษภาคม53 จึงได้มองเห็นหน้านักรบประทัดยักษ์ กับมือระเบิดขวดน้ำมัน และมือยิงหนังสะติ๊ก พวกเขาสู้กับทหารเป็นเรื่องเป็นราวแบบไม่มีถอยเลย ง่วงก็นอน ตื่นมาก็สู้ต่อ ใครเป็นนักสู้ดูออกง่ายๆต้องดูตอนกลางวัน แต่ละคนสกปรกมอมแมมดูแทบไม่ได้ เพราะต้องต่อสู้อยู่กับกองเพลิงกองขี้เถ้าจากการเผายาง
ในการต่อสู้หากพลาดพวกเขาจะตายทันที แต่ส่วนใหญ่กระสุนที่ยิงจากทหารจะไม่โดนคนเหล่านี้ ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มากกว่าที่กลายเป็นศพ จะให้พวกเขาหยุดส่งเสียงด้วยอาวุธก็ไม่ได้ เพราะทหารจะเข้ามาบุกทันที ต้องรักษาที่ตั้งเอาไว้ และพยามรุกเข้าไปทีละคืบก็ยังดีกว่ายืนอยู่กับที่
ยางรถยนต์พวกเขาจะจุดเฉพาะกลางเท่านั้นเพื่อใช้เป็นม่านควัน ส่วนกลางคืนจะจุดแค่ไฟบุหรี่ ส่วนชาวบ้านที่ไม่ได้ร่วมต่อสู้เขาก็ยังให้ความร่วมมือในหลายเรื่อง
หลังจากผมสังเกตการณ์อยู่ซอยบ่อนไก่ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่17 จนถึง 18 ของช่วงบ่ายโมงผมก็กลับเข้าราชประสงค์ ตอนกลับเข้าไปผมต้องผ่านชุมชนของพันธมิตร ชุมชนสลัมแห่งนี้อยู่ด้านหลังโรงพักสวนลุมพินี เป็นชุมชนเล็กๆส่วนชุมชนที่เหลือจะเป็นแนวร่วมเสื้อแดงทั้งนั้น ชุมชนพันมิตรท้ายซอยบ่อนไก่แห่งนี้จะยังไม่กล้าออกฤทธิ์ออกเดชกับชาวเสื้อแดง เพราะกลัวถูกเผาชุมชน (แต่ใครจะไปคิดล่ะเมื่อทหารเข้ามา ไอ้ชุมชนแห่งนี้คือปัญหาใหญ่ของพี่น้องเสื้อแดง)
ผมเข้ามาถึงถนนวิทยุทางเข้าแยกราชดำริถูกปิดไปหลายวันแล้ว ต้องเข้าทางลับอีกด้านหนึ่งที่ถูกกำหนดขึ้นรู้กันเฉพาะไม่กี่คน ผมเข้ามาในเส้นทางลับจะเห็นการ์ดหลายคนมากระจุกกันอยู่ในที่ปลอดภัยจากปืนเอ็ม79
ส่วนด้านแนวติดรั้วสวนลุมพีนีการ์ดย้ายออกมาหมดแล้ว เพราะเป็นฟื้นที่อันตรายกลางคืนต้องขี่รถผ่านให้เร็ว กลัวทหารยิงออกมาจากสวนลุมฯ เมื่อถึงที่มั่นในราชประสงค์ด้านถนนราชดำริ การ์ดหน่วยที่ผมสังกัดอยู่ พวกเราได้รับคำสั่งจากแกนนำบางคนให้ไปดูแลเวที
เมื่อทหารเข้ามาประชิดตัว แต่หลายคนปฏิเสธโดยพูดขึ้นว่า (หน้าที่อุดมการณ์ของกูไม่ได้มาอารักขาแกนนำ หรือรักษาเวที หน้าที่กูคือรักษาความปลอดภัยให้มวลชน) นี่เป็นคำพูดจากใจของการ์ดมืออาชีพจริงๆ ผมได้ฟังแล้วซึ้งใจแทนผู้ชุมนุม แล้วความมืดก็มาเยือนอีกวันหนึ่ง

ค่ำคืนวันที่ 18 พฤษภาคมนี้บรรยากาศก็เดิมๆเหมือนหลายวันที่ผ่านมา เช่นมืดมาห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเปิดไฟทุกดวง รถทุกชนิดต้องปิดไฟวิ่ง รถเครื่องคันไหนที่ปิดไฟไม่ได้ก็ต้องหาอะไรมาห่ออำพรางดวงไฟเอาไว้ทั้งหน้าและหลัง สถานการณ์แบบนี้เราปฏิบัติกันมาหลายวันแล้ว จนทำให้สภาพจิตของผู้ชุมนุมและการ์ดบางคนป่วยเป็นโรควิตกจริต ถ้าได้ยินเสียงปืนหรือระเบิดอยู่ใกล้ๆ พวกเขาจะเกิดอาการตัวสั่นลนลานทุบโน้นทุบนี่ สิ่งใดที่ทำให้เกิดแสงไฟจะแตกทันที
ผมเห็นสภาพจิตใจที่ถูกกดดันของพวกเขาแล้วอดสังเวชสลดใจไม่ได้ (เมื่อไหร่จะจบนะอภิสิทธิ์เมื่อไหร่จะยอมยุบสภา คำพูดเหล่านี้ผมได้แต่คิดในใจ) คนภายนอกไม่มีวันรู้เลยว่ามวลชนผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านในเขาต้องเผชิญอะไรบ้าง เวลานี้ผมคิดว่าเป็นทหารอยู่ในสนามรบยังดีกว่าเป็นนักเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะอย่างน้อยทหารก็มีปืนอาวุธครบเหมือนกับฝ่ายตรงข้าม แต่ประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยมือเปล่าๆนี่สิจะเอาอะไรไปสู้กับคนมีปืน
ตรงที่ผมอยู่เป็นแยกราชดำริตรงไปศาลาแดงด้านซ้ายเป็นถนนวิทยุ มวลชนและการ์ดที่มากระจุกกันอยู่ตรงนี้น้อยลงทุกคืน แต่หลายคนก็ไม่มีใครพูดคำว่าถอย แล้วตัวผมเองจะหนีไปไหนได้ล่ะ ทั้งที่ก็รู้อยู่ในใจแล้วว่าเรายืนรอความตาย ไม่ใช่ชัยชนะอย่างที่ควรจะเป็น เพราะรัฐบาลนี้มันชั่วช้าเหี้ยมโหดเกินกว่าจะบรรยาย
ตอนตี 5 วันที่ 19 ข่าวว่าทหารจะเข้าราชประสงค์ ไม่รู้จะจริงเท็จเช่นใด เพราะหลายครั้งแล้วข่าวว่าทหารจะเข้าก็ไม่เข้าสักที แต่คืนนี้รู้สึกแปลกๆเหมือนมีลางร้ายลางสังหรณ์บางอย่างบอกเหตุ ว่านี่ไม่ใช่ข่าวโคมลอยเหมือนที่ผ่านมา เพราะจะเอนกายหลับตาพักผ่อนทีไรสะดุ้งตื่นทุกครั้ง ในฝันมองเห็นภาพของวีรชนวันที่10เมษายน53เหมือนพวกเขามาบอกอะไรสักอย่าง ผมแปลความหมายไม่ออก บางที่เหมือนบอกให้หนีไปอย่าเข้ามาใกล้พวกเค้า
ผมเลยสะดุ้งตื่นขึ้นมาทบทวนความฝัน ทั้งที่เหมือนตัวเองไม่ได้ฝัน เพราะแค่หลับตาก็เห็นภาพพวกเขาแล้ว ทำไมวีรชนที่ตายไปพวกเขาปฏิเสธคนเป็นที่ต่อสู้เพื่อพวกเขา ตอนนี้เวลาห้าทุ่มครึ่งแล้วอีก30นาทีก็จะเป็นคืนวันที่19พฤษภาคมแล้ว ผมจะปรึกษาพูดคุยกับใครดีนะ เขาจะว่าผมป่วยเป็นโรควิตกกังวลอีกคนหรือเปล่า
ความฝันและอาการหวาดหวั่นของผมหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ผมจึงขับรถไปที่แยกราชประสงค์เวทีใหญ่ เชื่อไหมครับตั้งแต่ย้ายมาจากผ่านฟ้าลีลาศมาที่นี่ ผมแทบไม่เคยไปสัมผัสบรรยากาศหน้าเวทีใหญ่เลย ถ้านับครั้งนี่คงเป็นครั้งที่3และเป็นครั้งสุดท้ายก่อนโดนสลาย
หน้าที่ส่วนใหญ่ของผมที่ทำแต่ล่ะวันคือหาข่าวของฝ่ายตรงข้าม กับถ่ายภาพของทหารที่ยิงประชาชน และคนที่ถูกยิงไว้เป็นหลักฐานเอาผิดรัฐบาล แต่หลังจากทหารบีบวงล้อมให้แคบลง ผมไม่เคยได้ถ่ายภาพที่ไหนเลย นอกจากคอยจับผิดมวลชนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามส่งเข้ามาแทรกซึม แต่ 2 วันมานี่การ์ดแต่ละด่านแทบไม่มีการตรวจค้นใครทั้งสิ้นได้แค่มองๆเท่านั้น
คืนนี้ที่หน้าเวทีใหญ่คนเหลือประมาณ3-4พันคน ในวัดปทุมฯอีกประมาณร่วมพัน ต่อมาผมเดินไปดูที่ด่านประตูน้ำ ทุกด่านปิดหมดห้ามเข้าแม้แต่การ์ดนปช.ที่ไม่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชน เพราะแต่ละด่านอันตรายมาก ทหารจะยิงจากตึกสูงลงมาได้ทุกเวลา ผมวกกลับมาที่หน้าเวทีเจอน้องชายที่นับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง เขาเป็นการ์ดอยู่หน่วยเคลื่อนที่เร็ว เราร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่สมัย นปก.
ก่อนราชประสงค์แตก 5 วัน น้องเขาก็กลายเป็นการ์ดวีไอพี.คอยอารักขานายเขาอยู่ด้านนอก เขาเข้ามาราชประสงค์คืนนี้เพื่อสังเกตการณ์ เราคุยกัน น้องเขาบอกผมว่าศึกครั้งนี้ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เขาก็จะหายไปจากสังคมที่เป็นอยู่ รอฟ้าเปลี่ยนสีก่อนเขาจะกลับมาพบผมใหม่(หมายถึงเปลี่ยนรัฐบาลใหม่)
ก่อนจากกันน้องเขายังพูดอีกว่าประชาธิปไตยไม่มีทางชนะโจร ตอนนี้โจรมีอำนาจ สิ่งที่จะชนะได้เราต้องมีปืนและกำลังพลเหมือนฝ่ายตรงข้าม รักษาตัวด้วยพี่ชายหากได้ดีผมจะติดต่อกลับมา ..ลาก่อน โชคดีน้องชาย เป็นคำพูดสุดท้ายที่เราร่ำลากัน ผมยืนมองน้องเขาขับรถออกไปทางด้านหลังเวทีจนลับตา
ตอนนี้ก็ตี1.45นาทีแล้ว ล่วงเลยสู้คืนวันที่ 19 พฤษภาคม 53 พอน้องเขาจากไปแม้จะยังเหลือผู้คนมากมายอยู่ล้อมรอบตัวผม แต่ก็มีความรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในแยกราชประสงค์ ส่วนการ์ดคนอื่นๆแม้จะมีความสนิทกันบ้าง แต่ก็รู้จักกันเพียงชื่อเล่นเท่านั้น บ้านช่องห้องนอนไม่เคยไปเห็นกันเลย
ผมมาสมัครเป็นการ์ดเฉพาะกิจด้วยใจไม่เคยเรียกค่าตอบแทนจากใครๆ และผมก็ทำหน้าที่แบบเสี่ยงชีวิตหลายครั้ง โดยที่การ์ดคนอื่นไม่กล้าทำ การเสี่ยงตายในการทำงานของผมไม่ใช่ต่อสูกับทหารนะครับ บางทีผมต้องฝังตัวอยู่กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวของศตรู เช่น เวลาพันธมิตรหลากสีชุมนุมที่สีลม ผมก็จะแฝงตัวเป็นพวกเขา ผมเป็นคนฟื้นทีจึงไม่ยากในเรื่องนี้ ผมจะคอยถ่ายภาพพวกหัวรุนแรงและคนที่มีอาวุธเอาไว้
คืนไหนที่พันธมิตรพกปืนมาหลายคนการ์ดเสื้อแดงที่อยู่ด้านหน้า รพ.จุฬาจะรู้ทันที ที่ผ่านมาเราชาวเสื้อแดงจึงไม่เคยมีใครเสียชีวิตจากพวกพันธมิตรหลากสี บางวันการทำหน้าที่ของผมไม่มีโอกาสเข้าราชประสงค์เลย การปิดทองหลังพระของผมจะรู้กันเฉพาะทีมที่ผมสังกัดอยู่เท่านั้น

แต่พอช่วงที่ทหารบีบวงล้อมแคบเข้ามาผมก็หมดโอกาสแทรกซึมทุกที่ ตอนนี้ผมไม่รู้จะทำอะไรที่จะประโยชน์แก่ส่วนรวม ถ้ามัวแต่มานั่งรอทหารเข้าสลาย ผมทนไม่ได้แน่ ต้องทำอะไรสักอย่าง
ตี3กับ20นาทีผมขับออกจากราชดำริไปที่ซอยบ่อนไก่ ใช้เวลาเดินทางอย่างระวัง10นาทีผมก็มาถึง 3นาทีถัดมาอีกผมก็มาถึงคลองเตย มาถึงที่นี่เหมือนมาอยู่โลกอีกใบหนึ่งความกดดันหวาดกลัวระแวงหายไปหมดสิ้น เหลือแต่ความท้อแท้ที่ไม่ยอมแพ้ยอมจำนน
ชาวคลองเตยที่มาชุมนุมทุกคนเขามีความเป็นห่วงพี่น้องที่ราชประสงค์มากๆ ทุกคนพยามช่วยทุกอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายด่านหน้าเข้าไปหาทหารให้ใกล้เข้าไปอีก การเคลื่อนย้ายยางรถยนต์หรือด่านป้องกันภัยแต่ล่ะครั้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องเสี่ยงภัยถึงชีวิต วิธีป้องกันกระสุนได้ดีที่สุดคือเผายางรถยนต์เพื่อให้เกิดม่านควันบังตาทหาร หลังจากผมหาอะไรกินที่คลองเตยแล้ว ก็มาอยู่ที่ซอยบ่อนไก่ ที่นี่ยังมีเสียงปืนจากทหารและเสียงประทัดยักษ์จากนักรบ นปช.
บ่อนไก่ ตี4กว่าๆแล้ว ผมยังคิดไม่ออกว่าจะช่วยเหลือพี่น้องที่อยู่ในราชประสงค์ยังไง

ขณะผมที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนักอยู่นั้น สมองต้องหยุดคิดในทันใด เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากรถกระจายเสียงทางฝั่งของทหาร ว่าพี่น้องที่รักทั้งหลายทุกท่านหยุดยิงก่อน ทหารส่งเสียงมาได้แค่ไม่กี่คำ ก็มีพี่น้องนปช.คนหนึ่งยิบโทรโข่งตอบโต้กลับไปทันทีว่า ไอ้ทหารชั่วมึงเป็นพี่น้องกับกูตั้งแต่เมื่อไหร่ มึงกับกูไม่เคยรู้จักกัน มึงยิงพวกกูตายไปหลายคนแล้ว ยังมีหน้ามาเรียกพวกกูว่าพี่น้องอีกเหรอ พี่น้องกันเขาไม่ทำกันอย่างนี้โว้ยไอ้ทหารส้นตีน

หลังจากพูดจบก็มีเสียงคนโห่ไล่ทหารกันอย่างพร้อมเพียง ตามด้วยเสียงประทัดยักษ์และเสียงอะไรต่อมิอะไรผมแยกไม่ออก ฝั่งทหารโวยวายกลับมาว่ายังไงตอนนี้ผมฟังไม่รู้เรื่องแล้ว ฝั่งนปช.ประเคนประทัดยักษ์ให้ทหารฟังอยู่พักใหญ่ๆจนฟ้าสาง เสียงของนักรบนปช.ก็เงียบลง ที่เงียบลงสงสัยเสบียงอาวุธหมด เพราะเล่นกันแบบไม่ประหยัดเลย
ท้องฟ้าเริ่มสดใสหมอกยามเช้าก็กำลังเกิดขึ้น หมอกซอยบ่อนไก่ไม่เหมือนหมอกที่ไหนๆ เพราะเป็นหมอกสีดำอันตรายที่เกิดจากการเผายางรถยนต์ วัน2-3วันมานี่ผมได้ยินโทรทัศน์วิทยุประกาศอยู่บ่อยๆ ว่าใครเผายางนอกจากผิดกฎหมายแล้ว ควันที่เกิดจากการเผายางอันตรายเพราะเป็นสารก่อมะเร็ง มันก็ใช่นะ
แต่ให้คิดถึงหลักความจำเป็นระหว่างสารก่อมะเร็งกับลูกกระสุนปืนที่ยิงจากทหารให้เลือกเอาอยากตายแบบไหน

06.30น. 19 พฤษภาคม ผมมองจากซอยบ่อนไก่ไปที่ใต้ทางด่วนพระราม4 เห็นมวลชนกำลังหลั่งไหลมาเรื่อยๆ และหันหลังมองกลับไปยังท้ายซอย ทำให้ผมคิดอะไรได้จึงปรึกษากับแนวร่วมหลายคน ว่าเราต้องระดมมวลชนให้ได้มากที่สุดเพื่อไปช่วยพี่น้องที่ราชประสงค์
ตอนนี้หลายคนเริ่มได้ข่าวว่าทหารเข้าราชประสงค์แล้ว ด่านศาลาแดงแตกแล้ว ยิ่งทำให้ผมร้อนรน กว่าจะรวบรวมไพร่พลได้ ใช้เวลาหลายชั่วโมง เพราะต้องสอบถามเอาแต่คนที่สมัครใจไม่กลัวตาย คร่าวๆโดยประมาณพันคนเศษๆ (ต้องขอขอบคุณน้ำใจแนวร่วมทุกท่านในวันนั้นอีกครั้ง ที่ถามใครหาคนปฏิเสธยากมาก)
เมื่อพร้อมเพียงกันแล้วเราก็เฮโลเข้าซอยทันที โดยให้มอเตอร์ไซน์นำหน้าไปก่อน ยังไปไม่ถึงกลางซอยเลย พวกเราถูกพันธมิตรหลากสีโจมตีด้วยอาวุธปืนยาวน่าจะเป็นอาก้าเอชเค 47 เมื่อฟังจากเสียง และดูจากวีดีโอที่มีคนซูมถ่ายคนกับปืนไว้ได้ เราต้องหมอบและวิ่งหาที่หลบกันจ้าล่ะหวั่น หลายคนมองเห็นว่ายิงมาจากแฟลตบ่อนไก่หลังที่ 3 ชั้นที่4 แล้วก็มีเสียงตะโกนว่าเผามันเผามันเลย จึงมีคนปาระเบิดขวดประทัดยักษ์กันยกใหญ่
และตอนนี้เสียงปืนเสียงระเบิดดังมาจากทุกทิศทาง ไม่รู้ใครเป็นฝ่ายยิงใคร เพราะผมเห็นชาวบ้านแถวบ่อนไก่บางคนมีอะไรเขาก็งัดออกมาสู้กับฝ่ายตรงข้ามหมด กำลังใจชื้นขึ้นมาว่า ฝ่ายเราก็มีปืนเหมือนกัน แต่แล้วความหวังที่จะไปช่วยพี่น้องที่ราชประสงค์ก็เป็นอันหมดหวัง เพราะทหารเต็มซอยเลย เราจึงต้องถอยออกมา


ฉากสุดท้ายก่อนมอบตัว-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน รักคนเสื้อแดง และเพื่อนตาย ด้านล่างเวทีท่ามกลางการอารักขาของการ์ดในเวลาราวเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ค. ก่อนที่ช่วงบ่ายจะประกาศยุติการชุมนุมและเข้ามอบตัว

ต่อมากี่โมงผมจำไม่ได้เขาบอกให้เงียบฟังโทรทัศน์มือถือ แกนนำกำลังประกาศบนเวที พอได้ยินแกนนำประกาศบอกอย่ายิงประชาชน แกนนำทุกคนยอมมอบตัวแบบไม่มีเงื่อนไข แค่นั้นแหละ แนวร่วมมวลชนจำนวนมากไม่รู้ใครเป็นใครก็เกิดอาการคลั่ง เริ่มทุบโน้นเผ่านี่ทันที ทั้งที่กองเพลิงเผาที่หน้าซอยงามดูพลียังดับไม่หมดเลย
มาถึงตอนนี้ผมก็คับแค้นรัฐบาลที่ทำอะไรมันไม่ได้ พี่น้องหลายคนก็จะเผาระบายแค้น ต้องคอยห้ามกันไว้ เพราะแถวซอยบ่อนไก่บ้านคนทั้งนั้น ยังดีที่ผมห้ามปรามพวกเขาเชื่อฟัง จึงทยอยกันไปที่อื่น
ต่อมาก็ได้ยินใครไม่รู้ร้องตะโกนชักชวนกันว่าไปที่หมายแห่งหนึ่งกันดีไหม…?

ข้อมูลโดย ไทยอีนิวส์

เราจะเจ็บและจดจำไปวันตาย…….หรือ?เพื่อนแดง

เราจะเจ็บและจดจำไปวันตาย…….หรือ-เพื่อนแดง

มาตอนเก็บฉาก-วุฒิสมาชิกจิม เวบบ์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการความสัมพันธ์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกลและแปซิฟิค วุฒิสภาสหรัฐฯเข้าหารือกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ทำเนียบรัฐบาลไทย ในระหว่างเดินทางเยือนหลายประเทศเอเชียที่กำลังมีความรุนแรงคุกรุ่น ทั้งนี้เวบบ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในไทยยุติการใช้ความรุนแรง และหาทางออกด้วยการเจรจา(ภาพข่าว:รอยเตอร์)

โดย DeeJ อ้น ชัยนรินทร์
ศูนย์เอราวัณ และ สาธารณสุขสรุปยอดผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่12 มีนาคม2553 ถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิต 88 ราย บาดเจ็บ 1,885 คน และนี่คือ ตัวเลขที่มีรัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศ!

ไม่น่าเชื่อว่าภายหลังวันเจรจาเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2553 ระหว่าง ตัวแทน นปช.แดงทั้งแผ่นดินนำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ กับ ฝั่งรัฐบาลซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะนำไปสู่เหตุการณ์กลียุค พฤษภา 53
ทำไม? เ หตุการณ์ที่กำลังคลี่คลายไปสู่พรมแดนแห่งสันติ จึงกลับกลายเป็นดั่งเปลวเพลิงห่ากระสุน
แม้ว่าความตายมีเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่การตายอันมีลักษณะผิดจากธรรมชาติ และความตายที่รัฐมอบให้ไม่ว่าจะในรูปแบบกระสุนของทหาร ผ้าพันคอ หรือ สติ๊กเกอร์สีอะไรก็ตาม มันคือความตายที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ซึ่งรัฐต้องรับผิดชอบ
จะนิ่งดูดายเอาแต่เพียงการจัดการที่ได้หน้าได้ตา ได้การโฆษณา ซึ่งล่าสุดแม้ว่านายอภิสิทธิ์ จะพยายามอย่างสุดซึ้งในกรณีที่นำพวงหรีดไปวางหน้าศพน้องเกด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตด้วยอาวุธปืนสงครามภายในวัดปทุมวนารามอันเป็นวัดหลวง แต่ทางญาติผู้ตายไม่ต้องการโดยเชิญออกจากหน้าพิธี
เหตุการณ์ยกระดับการกระชับวงล้อมหรือขอพื้นที่ ราชประสงค์คืน ของ ศอฉ. ในเช้ามืดวันที่19 พฤษภาคม 2553 นั้นสร้างจินตนาการได้หลากหลายยิ่ง
ข้อแรก ที่น่าสนใจ คือ กระบวนวาทกรรม ของ นาย ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล ได้โน้มน้าวด้วยคำพูดที่ใช้ ฟังดูดี สุภาพ เรียบร้อย ประหยัดคำพูด อันเป็นรสนิยมภาษาของคนเมืองกรุงฯ แต่การกระทำนั้นเผด็จการเด็ดขาดตามแบบฉบับของทหารนิยม
แต่ด้วยชุดวาทกรรมของนายปณิธาน นี่แหละ ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า มีมาตรการในการจัดการ ด้วยแนวทางประนีประนอม ไม่ได้โต้ตอบด้วยความรุนแรง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง ก็เพราะ มันทำให้หน่วยข่าวกรองต่างๆ ในเวทีชุมนุมลืมเสียสนิทใจว่า ทหารสามารถใช้เครื่องมืออาวุธ ที่ใช้ทำสงครามภายนอกประเทศ และแล้วภาพการใช้อาวุธสงครามดังกังวานไปทั่วโลก
ยุคมืดแห่งโลกาภิวัฒน์ อยู่บนโลกที่สามนามว่าประเทศไทย
ขอท้าวความไปนาทีแรกแห่งการเจรจา ในวันที่28 มีนา 2553นั้นดู เรียบร้อยดี เมื่อเข้าไปภายในห้องแล้วได้มีการนั่งประจันหน้ากันดังนี้ นายแพทย์เหวงกับนายชำนิ นายวีระกับนายอภิสิทธิ์ และนายจตุพรกับกอร์ปศักดิ์ โดยมีบรรยากาศยิ้มพราย สบายๆ และมีการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที
นายวีระได้เสนอข้อเสนอโดยให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเลือกตั้งใหม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่มีการเจรจาวันนี้ก็เพื่อต้องการให้ประเทศไทยชนะไม่ใช่ฝ่ายใดผ่านหนึ่งชนะ ตนเองก็พูดมาตลอดว่าไม่ได้เป็นศรัตรูกัน แม้นว่าความเห็นทางการเมืองแตกต่างก็กันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เห็นว่าไม่มียุคใดที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่หลังจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตลอดระยะเวลา 13-14 วันที่ผ่านมารัฐบาลก็มีการประเมินตลอด และขณะนี้ทุกฝ่ายก็เครียด ตนไม่เคยปฏิเสธของการยุบสภา ก็มีคำถามว่า การยุบสภาแล้วเราจะทำอะไร?เพื่อวัตถุประสงค์อะไร? เพราะความขัดแยังที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่ใช่มากจากการรัฐประหารแต่เป็นสิ่งที่สะสมมานาน แต่การจะตกลงอะไรกันนั้นคงจะต้องการปรึกษาจากหลายๆฝ่าย เพราะตนนั้นมาในฐานะนายกรัฐมนตรีก็จำเป็นต้องปรึกษาพรรคร่วมรัฐบาลด้วย
ซึงจะเห็นด้ว่า แนวทางร่วมกัน คือ ต้องการยุติปัญหาทางการเมืองด้วยการเมือง คือการแลกเลือก ระหว่างข้อเสนอทาง นปช.แดงทั้งแผ่นดิน คือ ยุบสภา กับ ยุติการชุมนุมทางการเมือง นั้นข้อตกลงตรงกันคือ การกลับไปคิด กรอบของเวลา ในการยุบสภา ว่าเมื่อใดดี จะอีกสามเดือน หรือ สิ้นปี หรือ 15 วัน(ตามที่นายจตุพร พรพมพันธุ์เสนอ)
มาถึงตรงจุดนี้ อะไรๆก็ดูเหมือนว่า ทางออกในครั้งนี้กำลังเดินหน้าไปได้สวย แต่ถ้า พิจารณา การโต้แย้ง และ ข้อถกเถียงกัน ในเชิงเนื้อหา และสภาพปัญหาทางการเมือง มีข้อยอมรับร่วมกันคือ การยุบสภามิใช่ประเด็น แต่ปมขัดแย้งทางการเมือง ทางสงครามความคิดได้ปริแตกเป็นรอยลึกยากจะประสานสอดคล้อง นั้นคืออุดมการณ์ที่เรียกว่า อำมาตย์ กับ ไพร่
อะไรคือ “อำมาตย์” และอะไรคือ”ไพร่” มันมิใช่ฐานะทางชนชั้นทางเศรษฐกิจ แต่มันคือความรู้สึกร่วมต่อการเป็นเจ้าของความรับรู้ทางสำนึกอย่างวิญญูชน ดังที่เสื้อแดงมี บุคคลที่มีเกียรติและฐานะความรู้ทางสังคม อย่าง หมอเหวง หรือนายแพทย์แหวง โตจิรการ หรือสหายเข้ม ชื่อจัดตั้งในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการเจรจาทางการเมืองรอบที่ผ่านมา
นายแพทย์เหวงคนนี้ มีประสบการณ์ต่ออุดมการณ์ของเขามายาวนาน และเป็นอุดมการณ์ทุนนิยมดีกว่าศักดินา ล้าหลัง ดังนั้นแนวคิด “ไพร่” ก็ คือ แนวความคิดที่เอาการแข่งขัน เอาพลังการผลิต และพัฒนาเทคโนโลยี จากรากหญ้าสู่ไม้ใหญ่
สอดคล้องกับแนวร่วมเสื้อแดงท่านหนึ่ง ที่สื่อเรียกขานว่า “ ไพร่ ห้าหมื่นล้าน” ซึ่งเขามองว่า การแข่งขันที่มีอำมาตย์เป็นใหญ่ ทำให้การพัฒนาการแข่งขันเสรีในระดับโครงสร้าง มิได้เติบโตไปอย่างที่มันควรจะเป็น มันคือ ความไม่เสมอภาคทางการแข่งขันและไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมใดๆได้เลย
หรือกระทั่งดีเจอ้อม กลุ่มรักเชียงใหม่51 มองว่า การตายของพี่น้องเสื้อแดงชาวไพร่ เมื่อวันที่10 เมษายน2553 เหมือนหมาที่ถูกยิงตายข้างถนน!
ลำพังการต่อสู้เพียงเพื่อให้ได้ข้อยุติทางการเมืองเฉยๆ ตามระบบรัฐสภาซึ่งก็ได้ผลสรุปแน่ชัดว่ารัฐบาลชนะโหวตเสียงในสภาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็คงไม่น่าจะมีการสูญเสียชีวิตมากมายขนาดนี้ แต่ด้วยเพราะการเอาชนะที่มากกว่าระบบรัฐสภา คือการครองความเป็นใหญ่ในทางจิตสำนึก ซึ่งนี่เป็นต้นเหตุหลักที่ดึงเอาอุดมการณ์สูงสุดต่างๆมาปะทะกัน จนเกิดเป็นรูปรอย แนวทางการต่อสู้ ของชนชั้นปกครอง และแล้ววันซ้อมใหญ่ก็มาถึง ซึ่งได้ออกมาเป็น ความน่าสะพรึงกลัวของการทำสงครามกับประชาชน อาวุธรุนแรงที่สุดถูกพิสูจน์บนท้องถนน ความสามารถขั้นเทพของการยิงอย่างแม่นยำ ประดุจการจับวางวิณญานเพฌฆาต
การต่อสู้ทางรัฐสภาจึงเป็นเพียงคอกหมูของการปกครอง ไม่ท้าทายอธรรม มิหนำซ้ำยังเปิดเกมให้อำมาตย์เอาชนะได้หมด ทุกทาง (ตุลาการภิวัฒน์ ฯลฯ)
ดังนั้น สิ่งที่ยอมรับกันมากที่สุดในการใช้ศิลปะประชาธิปไตย คงอยู่ที่ชั้นเชิงนอกสภา อาวุธที่ยังคงมีอานุภาพ คือ สื่อทุกชนิด และ พลังแห่งการสร้างสรรค์ทางอุดมการณ์ จิตสำนึก มีอยู่ล้นเปี่ยม หากมันขึ้นอยู่กับการจัดวาง เวทีทางความคิดในรูปแบบต่างๆอย่างมีระบบให้มีพลัง คือ สิ่งบอกเหตุแห่งชัยชนะ
ถึงเวลาแล้วละครับ ที่จะถอดความบันเทิงจอมปลอมในรูปแบบเนื้อหาเก่าๆเดิมๆ การกินเลี้ยงเชิญแขกด้วยนักวาทศิลป์ที่ยังไม่ตื่นแห่งความฝัน อันศักดิ์สิทธิ์ น่าจะตกขอบหมดยุคเสียที นอกจากว่ายังไม่เข็ดและยอมรับความพ่ายแพ้ที่ไม่สิ้นสุด
แต่ผมคนหนึ่งละครับที่(ไม่)เจ็บแล้วจดจำไปวันตาย ….ลองไต่ตรองดูเพื่อนแดง

ข้อมูลโดย ไทยอีนิวส์

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.