ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้…

http://thaienews.blogspot.com/2010/05/blog-post_1690.html


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 พฤษภาคม 2553

วิกฤตการณ์การเมืองทวีความตึงเครียดมาสู่จุดสูงสุดในวันนี้ เมื่อรัฐบาลปฏิเสธแผนการเจรจาปรองดองที่วุฒิสภาเป็นตัวกลาง และสั่งกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ ทำให้เกิดเหตุบาดเจ็บล้มตายขึ้นอีกในวันนี้ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเบื้องต้นวันนี้ 17 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 3 ราย

ในเวลา13.20 นายจตุพร พรมหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำขึ้นปราศรัยบนเวทีว่าจะเข้ามอบตัวที่สตช.เพื่อรักษาชีวิตผู้ชุมนุมไม่ให้สูญเสียไปมากกว่านี้”ไม่ใช่การยอมจำนน การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด แต่เพื่อรักษาชีวิตพี่น้อง ผมต้องขออภัยพี่น้อง ผมรู้ว่าพี่น้องเราพร้อมพลีชีพ แต่แกนนำขอหยุดความตายให้พี่น้อง”

ขณะที่ผู้ชุมนุมโห่ร้องว่าพวกเขายอมพลีชีพ จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย ร้องไห้ และตะโกนขอให้สู้ต่อจนตัวตาย ซึ่งนายณัฐวุฒิได้กล่าวว่าเป็นความขมขื่นที่ต้องรอขอให้ยุติการชุมนุม และรักษาชีวิตไว้ต่อสู้กันใหม่ ขอให้พี่น้องเดินทางกลับบ้าน ส่วนแกนนำจะเข้ามอบตัว

“นี่ไม่ใช่การสิ้นสุดการต่อสู้ หัวใจการต่อสู้ไม่เคยหมดไปจากหัวใจของพวกเรา ผมรู้ว่า พี่น้องต้องรู้ว่าพวกเราทนเห็นภาพนี้ไม่ได้ จึงต้องขออภัย รู้ว่าเราเดือดยากมาหลายเดือน แต่อยากบอกว่า มาหยุดความตาย เพราะฝ่ายชุมนุมเป็นฝ่ายตาย ผมไม่อยากให้เจอสภาพนี้ เพียงแต่เขามีเป้าหมายกับพวกผม อยากให้ทุกคนสบายใจ เราไม่เปลี่ยนความคิด”

หลังนายณัฐวุฒิปราศรัยจบ มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดต่อเนื่องในที่ชุมนุม โดยไม่รู้เป็นการยิงจากฝ่ายใด

การต่อต้านได้ขยายวงกว้างออกไปนอกจากที่กรุงเทพฯ มีการเข้ายึดศาลากลางจังหวัดไว้หลายแห่ง และยื่นข้อเรียกร้องให้หยุดเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์และในกรุงเทพฯ ไม่เช่นนั้นอาจเผาทำลายสัญลักษณ์ของรัฐบาล โดยมีรายงานเบื้องต้นว่าได้มีการเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น และศาลากลางจังหวัดอุดรธานี

จัดชุมนุมสันติภาพที่สำนักงานUNราชดำเนิน

เมื่อเวลา12.30น.วันนี้ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ อันประกอบด้วยนักสิทธิมนุษยชน ตัวแทนศาสนิกชน 3 ศาสนา และประชาชน ได้นัดชุมนุมสันติภาพขึ้นที่หน้าสำนักงาน อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก เพื่อเรียกร้องความสมานฉันท์ และสันติภาพสำหรับประเทศไทย และได้ออกจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง มีรายละเอียดดังนี้

เรื่อง ขอให้หยุดการดำเนินการสลายการชุมนุมโดยทันที และเดินหน้าสู่การเจรจาเพื่อสันติภาพ

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 42 วันแล้ว ประชาชนทั่วโลกประจักษ์แล้วว่าความรุนแรงที่เกิดจากการใช้กำลังเพื่อยุติการชุมนุม ได้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,169 ราย และเสียชีวิต 66 ราย โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางทหาร “กระชับพื้นที่” ในช่วงวันที่ 14-17 พฤษภาคม ทำให้มีประชาชนมือเปล่าเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 36 คน นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปด้วย

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ เป็นกลุ่มประชาชนที่รักสันติ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักพัฒนา ศาสนิกศาสนาต่างๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ปรากฏรายนามท้ายจดหมายนี้ รู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต้องการเห็นความสงบสุขกลับมาในสังคมไทยโดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ขอเรียกร้องต่อ ฯพณฯ ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลต้องหยุดการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ถอนกำลังทหาร ถอน”พลซุ่มยิง”ออกจากพื้นที่โดยรอบถนนราชประสงค์ ทันที

2.แกนนำและผู้ชุมนุมขอให้ยุติการยั่วยุ ท้าทาย และกลับเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมที่ถนนราชประสงค์ทันที เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ชุมนุมเอง และความปลอดภัยของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงอันตราย ขอให้แกนนำ นปช.ระลึกถึงสิ่งเดียว ที่สำคัญกว่าอื่นใดคือการพยายามรักษาชีวิตของประชาชนทุกคนไว้ โดยไม่เห็นแก่ข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ตนเองและพวกพ้อง

3.ขอเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและกลุ่ม นปช.หันหน้าเข้าสู่การเจรจาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคลี่คลายความรุนแรง และ แกนนำทุกคนและผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลที่สั่งการให้ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน จากนั้นให้กลุ่มนปช.ยุติการชุมนุมทันที

4.ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งคณะกรรมการในการค้นหาและสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ทันที และเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ประการตามที่ได้ประกาศต่อสาธารณชน เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

5.ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกพื้นที่และ คืนเสรีภาพให้แก่สื่อมวลชนให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตามหลักการของประเทศในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของรัฐในการที่จะนำความปรองดองและความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

เรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการและหากจะกรุณาแจ้งผลของข้อเรียกร้องนี้ให้สาธารณชนทราบด้วย จักขอบคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

18 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ ได้ยื่นจดหมายข้อความเหมือนกัน ให้แก่แกนนำกลุ่ม นปช.ด้วย ในวันเดียวกันนี้

ลงนาม

นายศราวุฒิ ประทุมราช กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา

นายพิทักษ์ เกิดหอม กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา

นายบารมี ชัยรัตน์

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ มูลนิธิศักยภาพชุมชน

นางสาวพัชรี แซ่เอี้ยว มูลนิธิศักยภาพชุมชน

จากนั้นในเวลา 13.00 กลุ่มดังกล่าวจะบทสวด ภาวนา 3 ศาสนาเพื่อสันติภาพ ประชาธิปไตยและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงทุกฝ่าย และเวลาราว 14.00 น.จะส่งตัวแทนเข้ายื่นสาส์นให้กับผู้แทนสหประชาชาติ รัฐบาลที่กองพลทหารราบที่ ๑๑ และ กลุ่ม นปช. ที่ราชประสงค์


อำมาตย์ทมิฬ-กองกำลังทหารที่ใช้สัญลักษณ์สีชมพูติดที่หมวกและรถถัง ใช้รถถังบุกเข้าพังบังเกอร์ของผู้ชุมนุมราชประสงค์เพื่อปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธืปไตย(ภาพ:AP)

ปิดประตูสันติภาพเปิดสงคราม-กองกำลังทหารเคลื่อนกำลังรถถังประชิดบังเกอร์ผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ ภายหลังจากรัฐบาลปิดประตูสันติภาพไม่ยอมเจรจา และแสดงท่าทีแข็งกร้าวให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะใช้กองกำลังจัดการเด็ดขาด(ภาพ:AP)

เหยื่ออำมาตย์ทมิฬ-ชายคนหนึ่งถูกกองกำลังทหารยิงเสียชีวิตในการเข้าปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยช่วงเช้านี้

อำมาตย์ทมิฬปิดประตูสันติภาพล้มการเจรจาแล้วเปิดสงคราม

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์ช่วง08.10น.วันนี้ ระหว่างกองกำลังทหารเคลื่อนประชิดที่ชุมนุมราชประสงค์ว่า การที่ประธานสว.เป็นตัวกลางเจรจาในเวลานี้ถือว่าไม่มีประโยชน์ เพราะการเจรจาจบสิ้นไปนานแล้ว ตอนนี้ที่วุฒิสภากำลังทำเป็นการเริ่มการเจรจาใหม่ จึงไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควรทำคือประธานวุฒิสภาต้องไปเจรจากับเจ้านายของม็อบเสื้อแดงให้ยุติ และให้เสื้อแดงยุติการชุมนุมทันทีเดี๋ยวนี้ อย่ามาขอเจรจาไม่มีประโยชน์

ขณะที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานสภา กล่าวว่าหลังจากนปช.เข้าสู่การเจรจา แต่ไม่คืบหน้าเพราะติดต่อฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้ ส่วนพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว.ที่เป็นคีย์แมนในกระบวนการเจรจากล่าวว่า กระบวนเจรจาน่าจะล้มเหลวลงแล้ว เพราะรัฐบาลไม่เข้าร่วม โดยยืนกรานให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม และหากไม่ยอมก็จะปฏิบัติการทางทหารต่อผู้ชุมนุม

ทั้งนี้รัฐบาลอำมาตย์ทมิฬของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อผู้ชุมนุม ไม่สนคำเตือนของUNที่เรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้นและเจรจา ไม่สนใจคำประณามขององค์การนิรโทษกรรมสากลว่ากำลังทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่แยแสต่อการที่วุฒิสภาเป็นคนกลางเจรจาให้หยุดฆ่า

โดยช่วงเช้านี้รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ได้สั่งการกองกำลังหทารเคลื่อนพลบีบวงล้อมผู้ชุมนุมราชประสงค์เข้ามา โดยรุกหนักเข้าทางแยกศาลาแดง ทั้งนี้นับว่ารัฐบาลกำลังมีพฤติการณ์ทำร้ายประเทศชาติตามนิยามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์การชุมนุม และเรียกร้องให้กลับสู่การเจรจา โดยหากฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจาให้ถือว่า มีเจตนาทำร้ายประเทศชาติ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายได้ใช้สติโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก หยุดการเผชิญหน้าและหยุดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ทางออกที่ดีที่สุดคือกลับมาสู่การเจรจาโดยเร็ว เพื่อนำความสงบและสันติสุขคืนสู่ประเทศไทย ฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจา ถือว่าฝ่ายนั้นมีเจตนาทำร้ายประเทศชาติ

กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธืปไตยได้ขยายวงประท้วงไปหลายจุดเพื่อตือต้านการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์เช้านี้ ทั้งบริเวณแยกดินแดง ถนนรัตนาธิเบศร์ อิมพีเรียลลาดพร้าว อิมพีเรียลสำโรง แยกคลองเตย อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยมีคำประกาศว่าการต่อต้านรัฐบาลขยาบวงไปทั่วประเทศแล้ว แม้จะปราบปรามผู้ชุมนุมราชประสงค์ได้ก็ไร้ความหมาย เพราะการต่อต้านขยายไปทั่วประเทศ 


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 พฤษภาคม 2553

วิกฤตการณ์การเมืองทวีความตึงเครียดมาสู่จุดสูงสุดในวันนี้ เมื่อรัฐบาลปฏิเสธแผนการเจรจาปรองดองที่วุฒิสภาเป็นตัวกลาง และสั่งกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ ทำให้เกิดเหตุบาดเจ็บล้มตายขึ้นอีกในวันนี้ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเบื้องต้นวันนี้ 17 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 3 ราย

ในเวลา13.20 นายจตุพร พรมหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำขึ้นปราศรัยบนเวทีว่าจะเข้ามอบตัวที่สตช.เพื่อรักษาชีวิตผู้ชุมนุมไม่ให้สูญเสียไปมากกว่านี้”ไม่ใช่การยอมจำนน การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด แต่เพื่อรักษาชีวิตพี่น้อง ผมต้องขออภัยพี่น้อง ผมรู้ว่าพี่น้องเราพร้อมพลีชีพ แต่แกนนำขอหยุดความตายให้พี่น้อง”

ขณะที่ผู้ชุมนุมโห่ร้องว่าพวกเขายอมพลีชีพ จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย ร้องไห้ และตะโกนขอให้สู้ต่อจนตัวตาย ซึ่งนายณัฐวุฒิได้กล่าวว่าเป็นความขมขื่นที่ต้องรอขอให้ยุติการชุมนุม และรักษาชีวิตไว้ต่อสู้กันใหม่ ขอให้พี่น้องเดินทางกลับบ้าน ส่วนแกนนำจะเข้ามอบตัว

“นี่ไม่ใช่การสิ้นสุดการต่อสู้ หัวใจการต่อสู้ไม่เคยหมดไปจากหัวใจของพวกเรา ผมรู้ว่า พี่น้องต้องรู้ว่าพวกเราทนเห็นภาพนี้ไม่ได้ จึงต้องขออภัย รู้ว่าเราเดือดยากมาหลายเดือน แต่อยากบอกว่า มาหยุดความตาย เพราะฝ่ายชุมนุมเป็นฝ่ายตาย ผมไม่อยากให้เจอสภาพนี้ เพียงแต่เขามีเป้าหมายกับพวกผม อยากให้ทุกคนสบายใจ เราไม่เปลี่ยนความคิด”

หลังนายณัฐวุฒิปราศรัยจบ มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดต่อเนื่องในที่ชุมนุม โดยไม่รู้เป็นการยิงจากฝ่ายใด

การต่อต้านได้ขยายวงกว้างออกไปนอกจากที่กรุงเทพฯ มีการเข้ายึดศาลากลางจังหวัดไว้หลายแห่ง และยื่นข้อเรียกร้องให้หยุดเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์และในกรุงเทพฯ ไม่เช่นนั้นอาจเผาทำลายสัญลักษณ์ของรัฐบาล โดยมีรายงานเบื้องต้นว่าได้มีการเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น และศาลากลางจังหวัดอุดรธานี

จัดชุมนุมสันติภาพที่สำนักงานUNราชดำเนิน

เมื่อเวลา12.30น.วันนี้ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ อันประกอบด้วยนักสิทธิมนุษยชน ตัวแทนศาสนิกชน 3 ศาสนา และประชาชน ได้นัดชุมนุมสันติภาพขึ้นที่หน้าสำนักงาน อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก เพื่อเรียกร้องความสมานฉันท์ และสันติภาพสำหรับประเทศไทย และได้ออกจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง มีรายละเอียดดังนี้

เรื่อง ขอให้หยุดการดำเนินการสลายการชุมนุมโดยทันที และเดินหน้าสู่การเจรจาเพื่อสันติภาพ

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 42 วันแล้ว ประชาชนทั่วโลกประจักษ์แล้วว่าความรุนแรงที่เกิดจากการใช้กำลังเพื่อยุติการชุมนุม ได้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,169 ราย และเสียชีวิต 66 ราย โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางทหาร “กระชับพื้นที่” ในช่วงวันที่ 14-17 พฤษภาคม ทำให้มีประชาชนมือเปล่าเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 36 คน นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปด้วย

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ เป็นกลุ่มประชาชนที่รักสันติ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักพัฒนา ศาสนิกศาสนาต่างๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ปรากฏรายนามท้ายจดหมายนี้ รู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต้องการเห็นความสงบสุขกลับมาในสังคมไทยโดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ขอเรียกร้องต่อ ฯพณฯ ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลต้องหยุดการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ถอนกำลังทหาร ถอน”พลซุ่มยิง”ออกจากพื้นที่โดยรอบถนนราชประสงค์ ทันที

2.แกนนำและผู้ชุมนุมขอให้ยุติการยั่วยุ ท้าทาย และกลับเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมที่ถนนราชประสงค์ทันที เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ชุมนุมเอง และความปลอดภัยของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงอันตราย ขอให้แกนนำ นปช.ระลึกถึงสิ่งเดียว ที่สำคัญกว่าอื่นใดคือการพยายามรักษาชีวิตของประชาชนทุกคนไว้ โดยไม่เห็นแก่ข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ตนเองและพวกพ้อง

3.ขอเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและกลุ่ม นปช.หันหน้าเข้าสู่การเจรจาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคลี่คลายความรุนแรง และ แกนนำทุกคนและผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลที่สั่งการให้ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน จากนั้นให้กลุ่มนปช.ยุติการชุมนุมทันที

4.ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งคณะกรรมการในการค้นหาและสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ทันที และเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ประการตามที่ได้ประกาศต่อสาธารณชน เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

5.ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกพื้นที่และ คืนเสรีภาพให้แก่สื่อมวลชนให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตามหลักการของประเทศในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของรัฐในการที่จะนำความปรองดองและความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

เรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการและหากจะกรุณาแจ้งผลของข้อเรียกร้องนี้ให้สาธารณชนทราบด้วย จักขอบคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

18 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ ได้ยื่นจดหมายข้อความเหมือนกัน ให้แก่แกนนำกลุ่ม นปช.ด้วย ในวันเดียวกันนี้

ลงนาม

นายศราวุฒิ ประทุมราช กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา

นายพิทักษ์ เกิดหอม กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา

นายบารมี ชัยรัตน์

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ มูลนิธิศักยภาพชุมชน

นางสาวพัชรี แซ่เอี้ยว มูลนิธิศักยภาพชุมชน

จากนั้นในเวลา 13.00 กลุ่มดังกล่าวจะบทสวด ภาวนา 3 ศาสนาเพื่อสันติภาพ ประชาธิปไตยและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงทุกฝ่าย และเวลาราว 14.00 น.จะส่งตัวแทนเข้ายื่นสาส์นให้กับผู้แทนสหประชาชาติ รัฐบาลที่กองพลทหารราบที่ ๑๑ และ กลุ่ม นปช. ที่ราชประสงค์


อำมาตย์ทมิฬ-กองกำลังทหารที่ใช้สัญลักษณ์สีชมพูติดที่หมวกและรถถัง ใช้รถถังบุกเข้าพังบังเกอร์ของผู้ชุมนุมราชประสงค์เพื่อปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธืปไตย(ภาพ:AP)

ปิดประตูสันติภาพเปิดสงคราม-กองกำลังทหารเคลื่อนกำลังรถถังประชิดบังเกอร์ผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ ภายหลังจากรัฐบาลปิดประตูสันติภาพไม่ยอมเจรจา และแสดงท่าทีแข็งกร้าวให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะใช้กองกำลังจัดการเด็ดขาด(ภาพ:AP)

เหยื่ออำมาตย์ทมิฬ-ชายคนหนึ่งถูกกองกำลังทหารยิงเสียชีวิตในการเข้าปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยช่วงเช้านี้

อำมาตย์ทมิฬปิดประตูสันติภาพล้มการเจรจาแล้วเปิดสงคราม

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์ช่วง08.10น.วันนี้ ระหว่างกองกำลังทหารเคลื่อนประชิดที่ชุมนุมราชประสงค์ว่า การที่ประธานสว.เป็นตัวกลางเจรจาในเวลานี้ถือว่าไม่มีประโยชน์ เพราะการเจรจาจบสิ้นไปนานแล้ว ตอนนี้ที่วุฒิสภากำลังทำเป็นการเริ่มการเจรจาใหม่ จึงไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควรทำคือประธานวุฒิสภาต้องไปเจรจากับเจ้านายของม็อบเสื้อแดงให้ยุติ และให้เสื้อแดงยุติการชุมนุมทันทีเดี๋ยวนี้ อย่ามาขอเจรจาไม่มีประโยชน์

ขณะที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานสภา กล่าวว่าหลังจากนปช.เข้าสู่การเจรจา แต่ไม่คืบหน้าเพราะติดต่อฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้ ส่วนพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว.ที่เป็นคีย์แมนในกระบวนการเจรจากล่าวว่า กระบวนเจรจาน่าจะล้มเหลวลงแล้ว เพราะรัฐบาลไม่เข้าร่วม โดยยืนกรานให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม และหากไม่ยอมก็จะปฏิบัติการทางทหารต่อผู้ชุมนุม

ทั้งนี้รัฐบาลอำมาตย์ทมิฬของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อผู้ชุมนุม ไม่สนคำเตือนของUNที่เรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้นและเจรจา ไม่สนใจคำประณามขององค์การนิรโทษกรรมสากลว่ากำลังทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่แยแสต่อการที่วุฒิสภาเป็นคนกลางเจรจาให้หยุดฆ่า

โดยช่วงเช้านี้รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ได้สั่งการกองกำลังหทารเคลื่อนพลบีบวงล้อมผู้ชุมนุมราชประสงค์เข้ามา โดยรุกหนักเข้าทางแยกศาลาแดง ทั้งนี้นับว่ารัฐบาลกำลังมีพฤติการณ์ทำร้ายประเทศชาติตามนิยามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์การชุมนุม และเรียกร้องให้กลับสู่การเจรจา โดยหากฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจาให้ถือว่า มีเจตนาทำร้ายประเทศชาติ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายได้ใช้สติโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก หยุดการเผชิญหน้าและหยุดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ทางออกที่ดีที่สุดคือกลับมาสู่การเจรจาโดยเร็ว เพื่อนำความสงบและสันติสุขคืนสู่ประเทศไทย ฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจา ถือว่าฝ่ายนั้นมีเจตนาทำร้ายประเทศชาติ

กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธืปไตยได้ขยายวงประท้วงไปหลายจุดเพื่อตือต้านการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์เช้านี้ ทั้งบริเวณแยกดินแดง ถนนรัตนาธิเบศร์ อิมพีเรียลลาดพร้าว อิมพีเรียลสำโรง แยกคลองเตย อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยมีคำประกาศว่าการต่อต้านรัฐบาลขยาบวงไปทั่วประเทศแล้ว แม้จะปราบปรามผู้ชุมนุมราชประสงค์ได้ก็ไร้ความหมาย เพราะการต่อต้านขยายไปทั่วประเทศ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: