เคอร์ฟิวเจ๊ง700ล. เที่ยวไทยฟุบ รออีก1ปีกว่าจะฟื้น

http://www.thairath.co.th/content/eco/84423

ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฯชี้ ช่วงเคอร์ฟิวเงินหายวันละ 700 ล้านบาท เศรษฐกิจฟื้นได้ต้องรอถึง 1 ปีเต็ม นายกฯอภิสิทธิ์ต้องอยู่จนกว่าบ้านเมืองปกติแล้วค่อยเลือกตั้งใหม่ ระบุอดีตนายกฯทักษิณยังมีบารมีกับบางกลุ่มในไทย…

เมื่อเวลา 11.00 น. 21 พ.ค. ที่โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวระหว่างการสัมมนาถึงผลกระทบสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่กทม.และต่างจังหวัดที่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง โดยเฉพาะผลกระทบต่อการประกาศเคอร์ฟิวว่า ตั้งแต่มีเหตุการณ์ไม่สงบ ก่อให้เกิดความรุนแรงขั้นร้ายแรงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ถึงขั้นปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเหมือนกับเกิดสงครามกลางเมือง หลังแกนนำนปช.ยอมประกาศยุติการชุมนุมและมอบตัว ถือว่าอย่างน้อยก็เป็นแสงสว่างบ้างเล็กๆ แล้วที่ทำให้ประเทศชาติจะได้กลับคืนสู่ความสงบสุข

“กรณีเช่นนี้ทำให้เห็นอีกอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลมีอำนาจรัฐที่จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศได้ และสร้างความมั่นใจให้กับบรรดานักธุรกิจนักลงทุน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะเริ่มเห็นว่าอำนาจรัฐยังคงมีอยู่ และยังคงสามารถคุ้มครองความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง แต่คงต้องเร่งดำเนินการที่จะทำให้เกิดความสงบสุขเหมือนปกติกลับคืนมาโดยด่วนเร็วที่สุด หากทำได้อย่างนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะต้องเร่งระดมฟื้นความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในต่างประเทศทุกๆ ประเทศ ที่ขณะนี้หยุดการเดินทางเข้าประเทศไทยให้เร็วที่สุด และเชื่อว่าจะฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลา 6-9 เดือนนับจากนี้ไป ซึ่งปีที่แล้วแม้ว่ามีเหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนเมษายน อุตสาหกรรมฯได้ระดมสรรพกำลังกันเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งสามารถประสบความสำเร็จภายใน 4-6 เดือน แต่ครั้งนี้เป็นความรุนแรงของความมั่นคงปลอดภัยที่มากยิ่งกว่าปีที่แล้ว อันนี้คงจะต้องใช้เวลาที่นานขึ้น โดยคิดว่า 6-8 เดือน ของเราคงจะฟื้นได้บ้าง แต่อาจจะยังไม่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ในเชิงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตนคิดว่าคงต้องรอ 1 รอบปีของการเดินทางท่องเที่ยวว่าเราจะฟื้นความเชื่อมั่นได้ และในช่วง 1 รอบปีที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า จะต้องไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จะทำให้ขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินอีกเลย” นายกงกฤช กล่าว

นอกจากนี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยังกล่าวอีกว่า ในภาวะตรงนี้ ความกังวลยังมีอยู่บ้าง เพราะหากว่าแผนโรดแม็ป 5 ข้อของนายกฯอภิสิทธิ์ มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ กรณีนี้หากว่าการจัดการเลือกตั้งก่อให้เกิดความขัดแย้งของพี่น้องประชาชนขึ้นมาอีก ตรงนี้อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความปรองดอง ความมั่นคงของชาติอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราจะเฝ้าติดตามดูอีกสักครั้งหนึ่ง แต่หากว่าเหตุการณ์ในห้วงนี้สามารถยุติและรัฐสามารถควบคุมอำนาจรัฐ สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยได้กลับคืนมาสู่ภาวะปกติได้เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคนในอุตสาหกรรมฯจะระดมสรรพกำลังกันเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นต่อประเทศต่างๆ ให้ส่งนักท่องเที่ยวกลับคืนมาประเทศไทยได้

นายกงกฤช กล่าวอีกว่า ในส่วนการประเมินความเสียหายตรงนี้ เราได้ประเมินกันมาแล้วว่า ตั้งแต่ตอนต้นปีเราคาดไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยในปีนี้ถึง 16 ล้านคน นำรายได้ประมาณ 6 แสนล้านบาท แต่พอเกิดเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. เราคาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวน่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก นักท่องเที่ยวน่าจะเหลือไม่เกิน 13 ล้านคน หรือหายไปเกือบ 3 ล้านคน สูญเสียรายได้ไปประมาณ 1.2 แสนล้านบาทแล้ว ในเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเท่านั้น เป็นความสูญเสียทั้งประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวเข้ามาในกทม.ร้อยละ 70 จะไปต่างจังหวัดด้วย ฉะนั้นกทม.มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย 70% จะต้องผ่านเข้ามาที่กทม. อีก 30% ตรงไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เลย ฉะนั้นถือว่ากทม.ยังเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวของประเทศไทยอยู่ และภาพลักษณ์ของ กทม.ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราทั้งประเทศทีเดียว และตอนนี้นักท่องเที่ยวหายไป 40%

“เดิมในช่วงนี้ เราคิดว่านักท่องเที่ยวน่าจะหายไปเพียง 20-25 % แต่การประกาศเคอร์ฟิวมีผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวโดยตรง เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้ว ก็คิดว่าเหมือนอยู่ในภาวะสงคราม และในแต่วัน นักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยเฉลี่ยทำรายได้วันละประมาณ 1,200-1,400 ล้านบาท หายไปครึ่งหนึ่ง เหลือวันละ 700 ล้านบาท ถ้าประกาศเคอร์ฟิวอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะสูญรายได้ไปวันละ 700 ล้านบาทไปเรื่อยๆ ส่วนการเยียวยานั้นเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ภาครัฐจะต้องเป็นผู้ดูแล เพราะความมั่นคงปลอดภัยของชาติ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลคุ้มครองพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจ ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ฉะนั้นเป็นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเข้ามารับผิดชอบชดเชยต่อความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะอันนี้เป็นอำนาจรัฐ หากรัฐบาลดูแลตามหน้าที่ของการควบคุมดูแลไม่ได้ ตนคิดว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้ชดเชยและรับผิดชอบความเสียหายต่อพี่น้องประชาชน และนักธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายในครั้งนี้”  นายกงกฤช กล่าว

ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเยียวยาขณะนี้ ผู้ประกอบที่ร้องเรียนก็จะมี 2-3 ลักษณะคือ การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่พึงจะมี เนื่องจากการดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก ในช่วงที่รัฐไม่สามารถทำให้เกิดการดำเนินธุรกิจไปได้ตามปกติ เช่น เรื่องของภาษีอากร ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย ภาษีทุกประเภท ซึ่งรัฐควรจะยกเว้นในช่วงที่เกิดภัยจลาจลเหล่านี้เกิดขึ้น ในเรื่องการชดเชยค่าจ้างแรงงาน ที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับการจ้างแรงงาน แต่ไม่สามารถประกอบกิจการต่างๆ ได้ เรื่องนี้รัฐบาลควรจะเข้ามาช่วยชดเชยดูแล ส่วนอีกเรื่องที่เยียวยาคือ การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเป็นการเฉพาะหน้า คือการหาสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนปรนในการผ่อนชำระระยะยาว เรื่องนี้เราได้นำเสนอนายกฯอภิสิทธิ์ว่า ไม่ควรดูแลแต่เฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีแล้ว เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ก็ได้รับความเสียหายจากความไม่ปลอดภัยในครั้งนี้เป็นอย่างมากด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นน่าจะจัดสรรเม็ดเงินที่จะช่วยเยียวยาเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการทุกรายในขณะนี้เป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในเขตกทม. และการยกเลิกประกาศเคอร์ฟิว รวมทั้งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คิดว่าควรจะกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ เพราะในขณะนี้กระทบต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน กระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวเมื่อทราบว่าประเทศใดมีเคอร์ฟิว ย่อมสื่อได้ว่าในขณะนั้นประเทศยังไม่มีความปลอดภัย อำนาจรัฐยังไม่สามารถเข้าควบคุมได้ จึงได้ใช้กฎหมายการห้ามประชาชนออกนอกพื้นที่ สิ่งเหล่านี้แสดงออกถึงความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินอยู่ หากมีความมั่นใจในพื้นที่ใดก็ควรจะถอยพื้นที่ไปทีละพื้นที่อย่างบางจังหวัดที่มีความมั่นคงปลอดภัยแล้ว ก็ค่อยๆ ปลดออกไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า การใช้ความรุนแรงกับประชาชน ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลาออก นายกงกฤช ตอบว่า ในขณะนี้นายกฯอภิสิทธิ์อาจจะต้องอยู่ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ให้คลี่คลายยุติ และมีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดเสียก่อน จนกระทั่งมีความพร้อมของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งชาติ ที่จะไม่แตกแยกความสามัคคี ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันแบบนี้ แล้วค่อยให้มีการเลือกตั้ง ทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงจนบานปลาย เป็นสาเหตุที่อาจจะกลับมาสู่ความไม่มั่นคงปลอดภัยของชาติได้อีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นเห็นว่าในขณะนี้ยังอยากจะเห็นนายกฯอภิสิทธิ์คลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ และบังคับใช้กฎหมายต่างๆ สร้างความปรองดองของคนในชาติระดับหนึ่งให้ได้เสียก่อน จึงจะจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่

ขณะที่หลายฝ่ายมองว่า เหตุการณ์นี้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ควรจะมีส่วนในความรับผิดชอบด้วย นายกงกฤชตอบว่า ตนคิดว่าอดีตนายกฯทักษิณต้องมีส่วนรับผิดชอบแน่นอน เพราะที่ผ่านมาถือว่าอดีตนายกฯทักษิณเข้ามามีส่วนในการชี้แจงกับพี่น้องกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ตลอดเวลา และตนคิดว่าอดีตนายกฯทักษิณ ยังเป็นผู้ที่มีบารมีต่อกลุ่มบุคคลบางกลุ่มในประเทศไทยอยู่ หากอดีตนายกฯทักษิณเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ตนเชื่อว่า สามารถมีส่วนช่วยสร้างความสงบสุขกลับคืนมาสู่ประเทศชาติได้แน่นอน ผู้นำของประเทศในอดีตทั้งหลาย ตนเชื่อว่าทุกท่านล้วนมีบารมีต่อบุคคลในชาติ น่าจะมีส่วนช่วยกันได้คนละเล็กคนละน้อยแน่นอน

ข้อมูลโดย มติชนออนไลน์

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: