ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์: ถึงเวลาแล้วที่ทักษิณและอภิสิทธิ์ต้องแสดงความเป็นรัฐบุรุษ

http://www.prachatai1.info/journal/2010/05/29683

โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเกอร์
The Wall Street Journal

คนที่กล่าวหาเสื้อแดงอย่างไม่สนสิ่งอื่นใดควรถามตัวเองสักหน่อยว่า ทำไมการประท้วงนี้ถึงมีผู้คนมากมายและดำเนินการประท้วงได้ยาวนานโดยมีความรุนแรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจนกระทั่งจบการประท้วง ทำไมพอมีทหารเข้าประชิดก็ยังมีประชาชนถึง 5,000 คนที่ยังคงปักหลักอยู่ในที่ชุมนุมถึงขั้นประกาศว่าพวกเขาพร้อมที่จะตาย

สถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นการเผาทำลายในใจกลางกรุงเมื่อวันพุธ (19) ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่ มีประชาชนบาดเจ็บล้มตายใน 6 สัปดาห์ที่ผ่านมามากกว่าเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า มีทรัพย์สินเสียหายมากขึ้น ความไม่พอใจและความสิ้นหวังก็มากขึ้น และอนาคตก็ถูกทำลายย่อยยับไปเรื่อย ๆ

สัปดาห์ที่เลวร้ายนี้ยิ่งทำให้การแบ่งแยกฝ่ายในสังคมไทยเลวร้ายลงไปอีก ฝ่ายหนึ่งที่ต่อต้านรัฐบาลก็มีวีรชนคนใหม่ ๆ ที่ทำให้ต้องต่อสู้แบบเอาตัวเข้าแลก พวกเขามีเรื่องราวนับพันเกี่ยวกับความโหดเหี้ยมของรัฐบาลและทหารที่สังหารประชาชน มีเหตุผลนับล้านเพื่อก่อความไม่สงบและแก้แค้น ในอีกฝ่ายหนึ่งคือรัฐบาลก็จะใช้เหตุวางเพลิงและทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องยืนยันว่าเสื้อแดงเป็นพวกป่าเถื่อนมาตลอด และไม่ควรจะต้องจริงจัง ให้ความร่วมมือหรือเมตตาด้วย บทร่ายจากทั้งสองฝ่ายต่างก็มีทุนรอนจากอคติที่ได้รับการตอบรับ และความเกลียดชังที่พัดกระหน่ำ

ทั้งสองฝ่ายต่างก็บอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งโกหก ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลอ้างว่าการวางเพลิงมีการเตรียมการไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยพวกเขาอ้างการที่อดีตนายกฯ ทักษิณ เคยให้ความเห็นไว้ว่าการใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ชุมนุมอาจทำให้เกิดกลุ่มกองโจรขึ้น ว่าความเห็นนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าทักษิณคอบชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ ส่วนผู้ที่สนับสนุนหรือมีความเห็นใจเสื้อแดงก็จะเถียงว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อป้ายสีเสื้อแดง

การกล่าวหากันไปมาแบบนี้ทำได้ง่าย และเป็นเรื่องอันตราย

คนที่กล่าวหาเสื้อแดงอย่างไม่สนสิ่งอื่นใดควรถามตัวเองสักหน่อยว่า ทำไมการประท้วงนี้ถึงมีผู้คนมากมายและดำเนินการประท้วงได้ยาวนานโดยมีความรุนแรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจนกระทั่งจบการประท้วง ทำไมพอมีทหารเข้าประชิดก็ยังมีประชาชนถึง 5,000 คนที่ยังคงปักหลักอยู่ในที่ชุมนุมถึงขั้นประกาศว่าพวกเขาพร้อมที่จะตาย

ใช่ว่ามันอาจเป็นเรื่องความรู้สึกผูกพันธ์หรือเป็นสภาพจิตใจภายใต้การถูกปิดล้อมที่ทำให้ผู้ชุมนุมจำนวนมากยังคงปักหลักกันอยู่จนถึงที่สุด แต่ก็ควรต้องถามอีกคำถามหนึ่งว่า เหตุใดคนไทยธรรมดา ๆ ทั่วไปถึงรู้สึกไม่เกรงกลัวในสถานการณ์จนถึงขั้นบอกว่าพวกเขายอมสละชีวิตได้ ทำไมแม้แต่ในวันสุดท้ายยังคงมีคนที่อยู่ตามข้างถนนคอยส่งเสียงเชียร์เสื้อแดงและเย้ยหยันกองกำลังเจ้าหน้าที่ ทำไมประชาชนจากหลาย ๆ จังหวัดในตอนนี้ถึงพากันทำลายทรัพย์สินของราชการ

คำตอบที่ผู้ต่อต้านเสื้อแดงมักจะบอกกันปากต่อปากคือ พวกเสื้อแดงเป็นคนโง่ ไม่ได้รับการศึกษาและถูกทักษิณจ้างมา ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นการเลี่ยงตอบคำถามว่าจริง ๆ แล้วมีอะไรเกิดขึ้นในสังคมไทยตั้งแต่รุ่นที่ผ่าน ๆ มา เป็นวิธีการแบบปิดหูปิดตาตัวเอง ซึ่งมัน็ไม่ได้นำไปสู่อะไรเลย หรือไม่เช่นนั้นมันก็อาจนำไปสู่เหตุการณ์แบบ 19 พ.ย. อีกครั้งหนึ่งก็ได้ ไม่ช้าก็เร็ว

เหตุการณ์ในวันพุธที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความจริงหลักๆ ของไทยสองอย่างคือ อย่างแรก การที่เศรษฐกิจไทยนั้นผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งกับโลก ความขัดแย้งภายในประเทศก็ถูกภายภาพออกไปให้นานาชาติได้รับชมอย่างเต็มตา และเศรษฐกิจก็จะถูกแผดเผาไปด้วย อย่างที่สองคือคนทั่วไปจำนวนมากที่มีเหตุผลจะโกรธกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบอบการเมืองมาก หากพวกเขาไม่ได้รับความพึงพอใจจากการเปลี่ยนแปลงจริงจัง จากนั้นแล้วความหงุดหงิดก็จะยิ่งทำให้เกิดความรุนแรงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขยายต่อไป ประเทศไทยจึงควรนำเอาเรื่องการเมืองมาอยู่ในระนาบเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจ
นี่ควรจะเป็นเวลาที่นายกฯ อภิสิทธิ์ จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นรัฐบุรุษที่แท้จริง หนทางไปสู่สังคมที่สงบสุขในช่วงเวลาย่ำแย่เช่นนี้ต้องการเมตตาธรรม ความพร้อมจะประนีประนอม และความเข้มแข็งในการเจรจาให้พลพรรคของตนแสดงความเห็นใจ

ในการสำรวจจากโพลล์หลาย ๆ สำนักแสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าระบอบศาลที่มีความเป็นธรรม, สื่อที่มีเสรีภาพ และประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม อภิสิทธิ์ต้องทำให้แน่ใจว่าจะต้องมีการดำเนินคดีกับกลุ่มเสื้อเหลืองที่เคยปิดสนามบิน เช่นเดียวกับที่พวกเขาดำเนินคดีกับเสื้อแดง เขายังต้องยกเลิกการปิดกั้นสื่อของเสื้อแดงและเลิกแอบสนับสนุนให้เสื้อเหลืองแก้แค้นเสื้อแดงด้วย

เขายังต้องเอาเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้ากลับเข้ามาในกำหนดการ และระงับสภาพต่าง ๆ ที่ทำให้ข้อเสนอก่อนหน้านี้ถูกล้มเลิก เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาควรทำเพื่อเสียสละ ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือการหลบซ่อนอยู่หลังกองทัพและทำการยุยงให้เกิดการปราบปรามผู้ชุมนุมมากกว่าเดิม

นี่ก็อาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทักษิณด้วย การเคลื่อนไหวที่เขาช่วยปลุกระดมขึ้นมาในตอนนี้กลายเป็นเสือผู้โกรธแค้น เขาจะกลับมาขี่เสือตนนี้ไหม มันอาจจะหันกลับไปขย้ำเขาเองก็ได้ ในใจเขาคงคิดถึงเรื่องนี้อยู่ ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะลงจากหลังเสือ ในประเทศไทยที่เป็นเมืองพุทธ การเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนนั้นได้รับการให้คุณค่าอย่างมาก หากเขาประกาศยอมละซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดไปแล้วกลับมายังประเทศไทยเพื่อถูกลงโทษจำคุก 2 ปีแล้ว จะเป็นการกระทำที่ถือเป็นวีรบุรุษมาก

คนไทยหลายคนต้องเสียสละตนเองหรือไม่ก็ถูกบีบให้ต้องเสียสละไปในสัปดาห์นี้ อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับว่าคนสองคนจะใจใหญ่พอยอมสละเรื่องส่วนตัวของตนหรือเปล่า ภายใต้เวลาที่ต้องการกระเสียสละอย่างยิ่งยวดนี้

ข้อมูลโดย ประชาไท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: