เปิดแนวทางฟื้นฟูประเทศ สร้างความปลอดภัย-ลดความเหลื่อมล้ำ

http://www.thairath.co.th/content/eco/84871

จากวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองมาตลอดช่วง 2 เดือนกว่า ซึ่งต่อมาได้ขยายความรุนแรง ลุกลามกลายเป็นการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง
จน ประเทศไทยแทบจะดูเหมือนอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง
แม้ว่า ณ วันนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองได้คลี่คลายลงในระดับหนึ่ง
แต่ต้อง ยอมรับว่าจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้บ่มเพาะมาต่อเนื่อง ได้ทำให้สังคมไทยต้องแตกแยก
คนกลุ่มหนึ่งยังคงพกความน้อยเนื้อต่ำใจ ในความต่ำต้อยของชนชั้น บ้างก็ยังคั่งแค้นเกลียดชัง เตรียมรอที่จะกลับมาก่อหวอดสร้างความขัดแย้งกันใหม่
ขณะที่ภาพการ จลาจลในกรุงเทพฯ มีการวางเพลิงในหลายๆแห่ง ทั้งศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ ธนาคาร ร้านค้า และตึกรามบ้านช่อง ถูกเผาวอด ซึ่งรวมทั้ง "เซ็นทรัลเวิลด์" ศูนย์การค้าขนาดใหญ่สุดอันดับที่ 3 ของโลก แถมยังมีการปล้นสะดมในหลายที่ซึ่งได้กระจายออกไปทั่วโลก
ใครเห็นก็ ต้องตกใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งได้ชื่อว่า "สยามเมืองยิ้ม" หรือ "Thailand, Land of Smile"
ส่ง ผลให้ภาพลักษณ์บรรยากาศการท่องเที่ยวและการลงทุนในไทยต้องติดลบ
นัก ท่องเที่ยวไม่กล้าที่จะมาเที่ยวประเทศไทยอีกแล้ว เพราะจากภาพข่าวที่ออกไปทั่วโลกนั้นล้วนแต่
มีความน่าสะพรึงกลัว ประหนึ่งสงครามกลางเมือง โดยรัฐบาลในหลายประเทศยังได้สั่งห้ามนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงในการเข้ามา เที่ยวประเทศไทย
ส่วนนักลงทุนต่างชาติพากันถอดใจ  เพราะภาพหายนะเหล่านี้ได้ติดตาตรึงใจจนพากันขนหัวลุก ทั้งยังเกิดความไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ฝันร้ายจะกลับมาเกิดในไทยอีกหรือไม่
ขณะ ที่นักลงทุนต่างชาติที่ได้เข้ามาลงทุนในไทยอยู่แล้ว ก็เริ่มมีความคิดว่าอาจจะต้องย้ายฐานการลงทุนออกจากประเทศไทยไปยังประเทศ อื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่า
ส่วนประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการ พนักงาน และชาวบ้านที่ต้องสูญเสียจากการก่อม็อบมานานกว่า 2 เดือน ซึ่งสุดท้ายได้เผาบ้านเผาเมืองนั้น ต่างมีความลำบากยากแค้น
พนักงาน จำนวนมากต้องเตรียมตัวตกงาน   ขณะที่เจ้าของร้านค้าทั้งที่อยู่ในห้างและตามถนนหนทางที่ตกเป็นเหยื่อในการ วางเพลิงและปล้นสะดม ก็ล้วนแต่เดือดร้อนแสนสาหัส โดยมีไม่น้อยที่แทบจะล้มละลาย
เรียกได้ว่าจากวิกฤตการณ์หนนี้   ได้สร้างความบอบช้ำให้แก่ประเทศอย่างมาก   ทั้งการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่   การสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลจากการที่ทรัพย์สินทั้งของราชการและเอกชนโดน เผาวอด การที่ภาพพจน์ของประเทศต้องพังครืน
และที่สำคัญ   จิตใจของประชาชนไทยต้องบอบช้ำอย่างหนัก
รัฐต้องเร่งสร้างความปลอดภัย
ดัง นั้น ภารกิจด่วนที่รัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จะต้องเร่งทำเพื่อกอบกู้วิกฤติครั้งนี้ คือ การฟื้นฟูประเทศให้กลับคืนมา การเร่งเยียวยาให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับการบรรเทา และเร่งสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสังคม

อำพน

อำพน

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)กล่าวว่า สิ่งแรกที่รัฐต้องรีบทำ คือ ต้องเดินหน้าสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับคนในประเทศก่อน ต้องทำให้คนในประเทศมีความเชื่อมั่นว่ามีความปลอดภัยแล้ว
"สิ่งที่ ต้องทำต่อจากนี้ คือ ทำให้สถานการณ์ในกรุงเทพฯนิ่ง ในต่างจังหวัดนิ่ง เพื่อให้ผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีสามารถออกไปชี้แจงต่างประเทศได้ เหมือนกับช่วงหลังเหตุการณ์จลาจลเดือน เม.ย.เมื่อปีที่แล้ว เมื่อเหตุการณ์จลาจลจบ นายกรัฐมนตรีสามารถบริหารประเทศได้เหมือนเดิม และสามารถไปชี้แจงประชุมร่วมในเวทีโลกได้"

นานเดอร์ จี

นานเดอร์ จี

นายนานเดอร์ จี ฟอน เดอ ลูเฮ ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย กล่าวว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการอย่างมากคือ   รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจว่าวิกฤติครั้งนี้จะไม่นำไปสู่การเกิดขบวนการ ใต้ดิน และมีปฏิบัติการแบบกองโจรในใจกลางกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆอีก
เพราะ หากเกิดมีปรากฏการณ์เลวร้ายอย่างนี้ แน่นอนว่าจะทำให้นักลงทุน และนักธุรกิจต่างประเทศถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย
"วิกฤตการณ์ครั้ง นี้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างชาติ และครอบครัวรู้สึกว่า   ความสูญเสียจากการแบ่งแยกทางการเมืองของไทยได้ขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง"
นาย นานเดอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ภาคธุรกิจต่างประเทศในไทยได้ชะลอขยายการลงทุนในไทย โดยอยู่ระหว่างการ "wait and see" และในระหว่างนี้ หลายบริษัทกำลังศึกษาว่าควรจะย้ายการลงทุน และการทำธุรกิจไปประเทศอื่นหรือไม่
"เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับ ประเทศไทย เพราะหากผลการศึกษาสรุปว่าสมควรจะย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น ก็จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย การที่ธุรกิจต่างๆจะย้ายฐานไปประเทศอื่น ก็มีเพียงเหตุผลเดียว นั่นคือ ความตึงเครียดทางการเมือง"

สมพล

สมพล

ประเด็นเรื่องความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญในสายตาของนักลงทุน ดังนั้น นายสมพล เกียรติไพบูลย์  ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ได้ย้ำว่าความขัดแย้งจากการทะเลาะเบาะแว้งของคนในประเทศถือเป็นตัวการทำให้ นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจ   หากเราสามารถสร้างให้ประเทศไทยกลับมาสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรง การลงทุนของต่างประเทศก็จะกลับเข้ามาในไทยแน่นอน ไม่ต้องห่วง
"บ้าน เราดีอยู่แล้ว  สวยงามน่าอยู่  มีความสะดวกสบาย  แต่เราต้องกลับมาเช็ดถูเพื่อให้บ้านเราสะอาด   สงบ   ทำให้เรียบร้อย   ทำให้เขามั่นใจว่า   บ้านเราสะอาดแล้ว   สงบแล้ว   เดี๋ยวเขาก็กลับมาเอง"
เมื่อ รัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาว่าประเทศไทยมีความปลอดภัย ก็ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

ดุสิต

ดุสิต

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า   รัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับคืนมา   โดยรัฐบาลต้องประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้ชาว โลกได้รับรู้
"เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นักธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศได้มั่นใจว่า การลงทุนในไทยจะไม่ได้รับความเสี่ยงใดๆ"
ลดความ เหลื่อมล้ำทางสังคม
"ทีมเศรษฐกิจ" เห็นว่านอกจากเรื่องการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว อีกหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งทำเพื่อฟื้นฟูประเทศ
ก็ คือ ต้องเดินหน้าแผนการปรองดอง 5 ข้อ ที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่เพียงรายการหาเสียง
โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ   เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม   ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และขจัดความขัดแย้งของสังคม
เพราะประเด็นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ ทางสังคม   ถือเป็นหนึ่งในต้นตอใหญ่ที่กำลังทำให้สังคมไทยได้เพิ่มความแตกแยก เพราะมีการสร้างวาทกรรมเรื่อง "สงครามชนชั้น" มาใช้ในการสร้างประโยชน์ทางการเมือง
นายอำพน เลขาธิการ  สศช. กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องหาแนวทางลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใน ประเทศให้ได้   ซึ่งเรื่องนี้ต้องถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐ
อย่างไร ก็ดี การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยต้องใช้เวลาและความจริงใจของรัฐ พร้อมกันนี้ยังต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกฝ่าย   ไม่ใช่แค่การเดินหน้าของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว
เลขาธิการ  สศช.กล่าวย้ำว่า   กลไกที่จะมาดูแลเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะต้องประกอบด้วยภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคองค์กรเอกชน และภาคธุรกิจมาร่วมกัน
"เพื่อดูแลให้ ประชาชนทุกส่วนได้เข้าถึงสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน   รวมทั้งทำให้เกิดการกระจายรายได้ในทางปฏิบัติจริงๆ"
สำหรับแผน ปรองดอง 5 ข้อของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทางภาคเอกชนก็ล้วนแต่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐ   เพราะเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเร่งขจัดความขัดแย้งของสังคม

ประสาร

ประสาร

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แผนการปรองดอง 5 ข้อของนายกรัฐมนตรี ต้องทำให้เป็นวาระสำคัญ และต้องทำอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยต้องมีความร่วมมือจากทุกฝ่าย
"สิ่งที่อยู่ในใจของคนชนบทคือความ เหลื่อมล้ำ ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ซึ่งในจุดนี้ทำให้รู้สึกว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น และถือว่าเป็นจุดหนึ่งของปัญหา ดังนั้นต้องเร่งแก้ไขให้เร็ว"
ด้าน นายดุสิต ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้กล่าวในแนวเดียวกันว่า หอการค้าไทยได้ประชุมคณะกรรมการหอการค้าไทย เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และสังคม เมื่อได้แล้วก็จะนำไปสู่การปฏิบัติจริง   โดยใช้เครือข่ายของหอการค้าจังหวัด

พยุงศักดิ์

พยุงศักดิ์

ขณะที่ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ตั้งความหวังว่าแผนปรองดอง 5 ข้อที่รัฐบาลจะนำมาใช้ฟื้นฟูประเทศนั้น จะช่วยทำให้วิกฤติของประเทศไม่ลุกลามไปมากกว่านี้
"รัฐบาลจะต้อง สร้างความปรองดองและสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในจิตใจคนไทย โดยรัฐต้องใช้หลักการสร้างความเข้าอกเข้าใจ เพื่อลดความเคียดแค้นชิงชังที่เกิดขึ้นในสังคม สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้"
นายสมพล ประธานกรรมการตลาดหุ้นไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ทั้งแผนการปรองดองและการฟื้นฟูประเทศนั้น รัฐบาลต้องระดมทุกฝ่ายมาผนึกกำลังเพื่อช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ประชาชน มูลนิธิ วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย และทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมและทำอย่างเต็มที่ในการสร้างความสมานฉันท์ ของคนในชาติให้กลับคืนมาให้ได้
ต้องเร่งช่วยเหลือเยียวยา
พร้อมๆ กับการสร้างความปลอดภัยในสังคม "ทีมเศรษฐกิจ"   ยังเห็นว่ารัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง   โดยเฉพาะสถาบันการเงินต้องร่วมออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระ ทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้
นายดุสิต ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐจะต้องมีการออกมาตรการเยียวยาช่วยผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งที่เป็นเจ้าของกิจการ และลูกจ้าง
ด้าน   นายประสาร   ประธานสมาคมธนาคารไทย   กล่าวว่า   ขณะนี้สถาบันการเงินทั้งหลายของประเทศจะมีการออกมาตรการเยียวยาแก่ผู้ประกอบ การและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้
โดยเจ้าหน้าที่ของ ธนาคารต่างๆจะต้องเร่งติดต่อไปยังลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ   เพื่อหาทางออกร่วมกันว่าลูกค้าประสบปัญหาอย่างไร   จากนั้นธนาคารก็พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ   ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ ลดภาระการชำระหนี้
หากเป็นธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ต้องการใช้สินเชื่อเพิ่ม แต่หลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอ ก็จะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำ
ส่วน ความเสียหายในเรื่องของเพลิงไหม้ บริษัทประกันภัยก็ต้องเข้ามาดูว่า ทุนประกันที่ทำไว้ครอบคลุมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่
"พร้อม กันนี้   รัฐเองก็จะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ   หรือซอฟต์โลน   เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการ และการตั้งศูนย์เยียวยาให้ผู้ได้รับความเสียหายเข้ามาลงทะเบียน   ขณะเดียวกันยังมีมาตรการทางด้านภาษี มีกฎหมาย   และงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง"
จุดพลุการท่องเที่ยวไทย
ขณะที่ รัฐบาลกำลังเร่งฟื้นฟูประเทศ   เร่งสร้างความปลอดภัยในสังคมให้กลับคืนมา   เพื่อให้ทั้งประชาชนและนักลงทุนได้เกิดความอุ่นใจ
"ทีมเศรษฐกิจ"   เห็นว่าอีกภารกิจที่สำคัญ   คือการดึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกล้ากลับมาเที่ยวในประเทศเหมือนเดิม
เพราะ รายได้จากการท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักที่สำคัญของประเทศ

สุรพล

สุรพล

นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันฟื้นฟูในสิ่งที่เสียหายคือภาพลักษณ์ ของประเทศไทย เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น ถือว่าละเอียดอ่อนมาก เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นกว่า   70   วันนั้นได้กระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวของไทย
ในภาพรวม ททท.ช่วยได้พอสมควรเพราะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ทำประชาสัมพันธ์และสามารถ ทำได้รวดเร็ว เนื่องจากมีสำนักงาน ททท.อยู่ทั่วโลก มีตัวแทนทางการตลาดในประเทศต่างๆ อีกทั้งในปัจจุบันมีเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) ที่ทำได้รวดเร็ว
"แต่สิ่งสำคัญ   สถานการณ์ในประเทศต้องนิ่งและสงบจริง"
ผู้ว่าการ  ททท.   กล่าวว่า   สิ่งที่ต้องเน้นหนักในการประชาสัมพันธ์คือการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น กับประเทศไทยให้ได้เหมือนเดิม
ในเบื้องต้น  ททท.ได้อัพโหลดภาพสดๆที่เกิดขึ้นจริงใน จ.กระบี่ จ.ภูเก็ต จ.เชียงใหม่ ว่ายังมีคนมาท่องเที่ยว ขณะที่ภาพผู้คนในประเทศไทยออกมาจับจ่ายใช้สอย ก็เป็นภาพที่สะท้อนภาวะที่เริ่มปกติและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมา
"ขณะ นี้ก็คาดหวังว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาในปลายไตรมาส 3 และตลอดไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งเมื่อได้ประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจแล้ว   ก็ต้องทำโฆษณาต่อเนื่อง"
เมืองไทยยังมีหวัง
แม้ว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะนับว่ารุนแรง   ได้สร้างผลกระทบที่เลวร้ายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ จนบ้านเมืองเกือบจะตกอยู่ในสภาพกลียุค
แต่ด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่ง ของประเทศ ทั้งด้านสภาพภูมิศาสตร์ ทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
และที่สำคัญด้วยคุณลักษณะที่ดีของสังคมไทยที่ได้ชื่อว่า "สยามเมืองยิ้ม" มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่   ทั้งยังเป็นสังคมที่อุดมด้วย   "น้ำใจ"
จึงมั่นใจได้อย่างเต็มเปี่ยม ว่าประเทศไทยพร้อมจะหวนกลับมาสดใสได้อีกครั้ง
นายดุสิต ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะรุนแรงที่สุดในชีวิต แต่ผม และนักธุรกิจไทย เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งในเวทีโลก เพราะคนไทยยังมีความรู้ และความสามารถที่จะช่วยเหลือบ้านเมืองให้อยู่รอดได้
"ที่สำคัญ เราเป็นคนไทย คงไม่ทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไปไหนแน่นอน ถ้าเกลียดประเทศจะอยู่ในประเทศได้ยังไง แต่ขอให้ทุกคนอย่าท้อแท้ อย่าท้อถอย รวมถึงต้องช่วยกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก".
ทีมเศรษฐกิจ

ข้อมูลโดย ไทบรัฐออนไลน์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: