เอแบคโพลล์ชี้ถึงเวลาแล้วที่นักลงทุนรายใหญ่ควรเสียสละระดมทุนช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบการชุมนุม

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274587888&grpid=03

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ประมวลภาพการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชนคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงการชุมนุม  จำนวนทั้งสิ้น 1,416 ครัวเรือน  ดำเนินโครงการในวันที่ 10 – 22 พฤษภาคม  2553 ผลการสำรวจมีดังนี้

ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.4 ระบุในช่วงการชุมนุมได้ใช้ชีวิตพอเพียงอย่างเคร่งครัด รองลงมาคือร้อยละ 80.1 ระบุใช้จ่ายประหยัดมากขึ้น วางแผนรัดกุม ไม่ฟุ่มเฟือย ร้อยละ 66.9 ลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน ทำอาหารทานเองที่บ้าน ร้อยละ 54.2 เก็บออมเงินมากขึ้น มีเงินเก็บออมมากกว่ารายได้ในหนึ่งเดือน ร้อยละ 52.8 ระบุนิยมซื้อสินค้าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ร้อยละ 43.7 ออกท่องเที่ยวในต่างจังหวัด และร้อยละ 43.0 นำสินค้า ของใช้แล้วมาใช้ซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยยังคงพบทัศนคติอันตรายที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.1 ระบุเป็นเรื่องที่พอยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตคอรัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ร่วมด้วย มีร้อยละ 14.2 ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 20.7 ระบุเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์วิกฤตทางการเมือง ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.4 สนใจมากถึงมากที่สุดที่จะซื้อสินค้ามีข้อความรณรงค์สร้างบรรยากาศให้คนไทยรักกัน และเกื้อกูลกัน ในขณะที่ร้อยละ 19.3 สนใจระดับปานกลาง และร้อยละ 9.3 สนใจน้อยถึงไม่สนใจเลย

ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.8 เห็นว่ามีความจำเป็นมากถึงมากที่สุด ที่กลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุนรายใหญ่ควรเสียสละระดมทุนช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม ในขณะที่ร้อยละ 11.4 ระบุระดับปานกลาง และร้อยละ 10.8 ระบุจำเป็นน้อยถึงน้อยที่สุด

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุนรายใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบหรือพอจะมีกำลังทรัพย์ควรเสียสละระดมทุนช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม เพราะผลวิจัยชี้ให้เห็นว่ายังมีความเป็นไปได้สูงว่า สังคมไทยจะกลับมาเป็นสังคมแห่งความมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีงามของสังคมไทย อย่างไรก็ตามที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ การเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ในอดีตและการพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยที่มีวิกฤตต่างๆ เกิดขึ้น ยังไม่ทำให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมอันตรายในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งจะทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญเพราะ ถ้าหากมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น การซื้อสิทธิขายเสียงและวิกฤตปัญหาต่างๆ ก็อาจจะยังคงวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนเดิม

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.4  เป็นชาย ร้อยละ 52.6 เป็นหญิง    ตัวอย่างร้อยละ 9.2 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.8  อายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 19.6 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี   ร้อยละ 20.7  อายุระหว่าง 40 – 49 ปี และ ร้อยละ 28.7 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 64.9 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 27.8 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 7.3 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 27.4 ค้าขายอิสระ/ ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 21.2 รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป เกษตรกร ร้อยละ 20.7 พนักงานเอกชน ร้อยละ 12.6 ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.2 นักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 9.9 แม่บ้าน เกษียณอายุ และว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ

ข้อมูลโดย มติชนออนไลน์

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: