ปากคำ: กราบแผ่นดินใน บันทึก… พฤษภาคม’53

http://www.prachatai1.info/journal/2010/05/29726

โดย… กราบแผ่นดิน

บันทึก… พฤษภาคม’53

…สภาพแต่ละคนตอนนี้ดำไปทั้งตัวจากเขม่าควัน และคราบขี้เถ้าที่เปื้อนตัวตอนหลบกระสุน เสื้อผ้าไม่ได้ใส่ เหลือแต่ดวงตาที่ยังเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้รอบดวงตาของพวกเค้าไม่ได้เป็นสีขาวอีกต่อไป แต่มันเจือไปด้วยคราบน้ำตาที่เอ่อล้น…

ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนั้น ผมเดินตรงดิ่งไปยังจุดเกิดเหตุทันทีก่อนจะถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ใกล้ชิด

"พี่แน่ใจหรือเปล่า ว่าคนที่ถูกยิงเป็น เสธ.แดง!!"

"ก็ใช่น่ะสิ จะโกหกทำไม" การ์ด นปช.ในชุดสีดำตอบคำถามผมด้วยใบหน้าที่เหมือนจะไม่สบายแต่และเสียงที่สั่นเครือในช่วงเวลาวิกฤติ

วันนี้เป็นอีกครั้งที่ผมรีบเดินทางมาในจุดที่มีการชุมนุมทางการเมืองหลังได้ยินประกาศจากผู้กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดเส้นทางเดินรถและเดินเรือโดยรอบ ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ หยุดวิ่งรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน รวมถึงข่าวการจับตายแกนนำ

ตอนที่ไปถึงก็เป็นเวลาประมาณสี่โมงกว่า ระหว่างทางไปนอกจากรถที่ติดมากกว่าปกตินิดหน่อยแล้ว อย่างอื่นไม่มีอะไรมากกว่าที่เคยเป็น เริ่มจากจุดทางเข้าด้านอังรีดูนังต์ก่อนจะเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ทางสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ แยกสารสิน และออกไปทางด้านศาลาแดง ก่อนจะเดินออกไปส่งน้องที่มาด้วยกันขึ้นรถเนื่องจากทางบ้านเรียกตัวกลับด่วน ไปยืนรอรถอยู่บริเวณแยกศาลาแดงด้านหน้าแม็คโดนัลด์ รอเรียกรถนานเหลือเกิน ไม่มีแท็กซี่คันไหนรับขึ้นรถจนสุดท้ายได้นั่งสามล้อกลับบ้านไป ผมจึงเดินข้ามถนนกลับไปที่ฝั่งโรงพยาบาลจุฬาอีกครั้ง

ตั้งแต่มีข่าวกระทบกระทั่งกันที่โรงพยาบาลนี้ จุดทางเข้าออกของผู้ชุมนุมจึงเปลี่ยนด้านไปเข้าออกฝั่งสวนลุมฯ แทนเพียงด้านเดียวโดยทางเข้าออกนี้จะอยู่ติดกับประตูขึ้น-ลงของรถไฟใต้ดินพอดี

ถ้าว่ากันจริงๆ ต้องถือว่าเดินเข้าออกสบายมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ เนื่องจากเป็นพื้นที่ค่อนข้างเปิด ใหญ่ขนาดที่ว่ารถกระบะก็สามารถเข้าออกพื้นที่ทางด้านนี้ได้ ต่างจากเดิมที่จะเข้าออกแต่ละทีนั้นแสนลำบาก และถ้ามองจากด้านนอกเข้าไปนั้น แทบจะไม่สามารถมองอะไรเห็นได้เลยว่าข้างในเป็นอย่างไรบ้าง

ตรงจุดนี้เองที่แตกต่าง….

ทางเข้าออกของผู้ชุมนุมที่ย้ายมานี้ มองจากด้านนอกสามารถมองเห็นข้างในได้ค่อนข้างชัดเจน ผมเดินข้ามถนนมาเพื่อเข้าไปด้านในของพื้นที่ เดินอยู่ริมรั้วด้านนอกมองเข้าไปด้านในเห็น "เสธ.แดง" กำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างประเทศอยู่ นึกในใจเหมือนกันว่าจะหยิบกล้องมาถ่าย แต่ก็เปล่าด้วยคิดว่าก็ถ่ายมาอยู่บ่อยครั้งแล้ว ไม่อย่างนั้นคงเป็นภาพของ เสธ.แดง ก่อนถูกลอบสังหารไม่กี่นาที

ด้านตรงข้ามของทางเข้าออกจะเป็นโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารอยู่ด้านในกันเป็นจำนวนมาก นั่นทำให้เกิดความสงสัยได้ว่า ผู้ชุมนุมกำหนดทางเข้าออกได้ดีพอหรือเปล่า โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ ถือว่าประมาทเกินไปหรือไม่

จังหวะที่ผมเดินเข้ามาด้านในใกล้พระรูป ร.6 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มมอเตอร์ไซด์นับสิบคันเข้ามาจอดพอดี หลังจากนั้นพวกเขาจึงมาตั้งแถวอยู่บริเวณลานใกล้ทางเข้าออก เดินเข้าไปสอบถามจากคนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าการ์ดชุดนี้ ได้ความว่าเพิ่งกลับมาจากการไปสักการะพระพรหมที่แยกราชประสงค์ ผมจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ใกล้กับพวกเค้า

แต่นั่งอยู่ได้ไม่นานในสถานการณ์ที่ดูปกติทุกอย่าง ผมนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้หนึ่งกับการ์ดที่ดูแลประตูเข้า-ออกด้านนี้อยู่ร่วม 30-40 คน พวกเค้าก็นั่งกันอยู่ที่พื้น ไร้ซึ่งความผิดปกติใดๆทั้งสิ้น มองออกไปเห็นกลุ่มคนกำลังหามผู้ได้รับบาดเจ็บอะไรสักอย่างผ่านหน้าไป แล้วก็มีคนตะโกนขึ้นมา

"เสธ.แดง ถูกยิง!!"

การ์ดทั้งหมดก็ได้ยินประโยคนี้พร้อมกันกับผม หัวหน้าการ์ดชุดนั้นยังผายมือแสดงสัญลักษณ์ให้การ์ดทั้งหมดนั่งอยู่กับที่ก่อน ผมตัดสินใจเดินเข้าไปจุดที่เห็น เสธ.แดง ครั้งสุดท้ายซึ่งห่างจากจุดที่ผมนั่งอยู่ไม่เกิน 20 เมตร

หลังจากสอบถามผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุแน่ชัด ไม่ทันจะได้เคลื่อนที่ไปไหน ไฟทุกจุดในบริเวณนั้นก็ถูกดับลงทั้งหมด เสียงดังสนั่นหวั่นไหวต่อมาเป็นเวลานานต่อจากนั้น ผมไม่สามารถแยกออกว่าเกิดจากเสียงอะไรบ้าง แน่นอนว่าต้องมีทั้งพลุ ตะไล ประทัด

แม้จะได้ทราบข่าวภายหลังว่าในบรรดาเสียงเหล่านั้นมีเสียงของ M79 ที่ตกใส่เต็นท์ผู้ชุมนุมด้วยก็ตาม จนเสียงเหล่านั้นสิ้นสุดลง บรรยากาศทุกอย่างในพื้นที่เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เงียบเสียจนได้ยินแม้เสียงลมหายใจของคนที่หมอบอยู่ข้างๆ

เสธ.แดง ถูกลอบสังหารโดยสไนเปอร์…

มวลชนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุไม่สงสัยในข้อเท็จจริงนี้เลย ย้อนกลับไปในห้วงเวลานั้น อย่างที่บอกไป ทุกอย่างปกติ ไม่จริงที่สื่อมวลชนไทยรายงานว่าเกิดเสียงดังสนั่น 2-3 ครั้ง ก่อนจะลั่นไกเพื่อสังหาร เสธ.แดง ไม่จริงอีกเช่นกันที่หน้าหนึ่งบางฉบับรายงานว่ายิงกันจากภายในพื้นที่ชุมนุม เพราะจากจุดที่ผมอยู่นั้นเพียงแค่นิดเดียวจากที่ เสธ.แดง ยืนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ

บางคนตั้งข้อสังเกตว่า เสธ.แดง ถูกหลอกล่อให้มาที่จุดเกิดเหตุเพื่อลอบสังหาร แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ได้เห็น เสธ.แดง ในบริเวณนี้ บ่อยครั้งที่เดินเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมแล้วจะเจอ เสธ.แดง เดินไปมาเพื่อสั่งการการ์ด นปช. อยู่เป็นประจำ ทุกคนที่อยู่ในจุดนั้น ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลั่นกระสุนไกจากปลายกระบอกปืนที่จะทำให้เราได้รู้ว่ารอบบริเวณเข้าสู่ห้วงเวลาอันตราย แม้แต่ตอนที่หาม เสธ.แดง ออกไปการ์ดที่นั่งอยู่ใกล้ผม ก็ยังไม่ระแคะระคายว่าได้มีเหตุที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น

อาจจะด้วยความประมาทหรือสาเหตุใดก็ตาม แต่หลังจากวินาทีที่กระสุนจากกระบอกปืน ลาปัว 308 ปฏิบัติการสำเร็จในภารกิจนี้ สภาพของที่ชุมนุมรอบแยกราชประสงค์ไม่เหมือนเดิมก็นับจากคืนนี้เป็นต้นไป

พร้อมกับการจากไปของ เสธ.แดง นั่นเอง…

15 พฤษภาคม 2553

หลังจากพื้นที่รอบแยกราชประสงค์ถูกปิดกั้นโดยรอบ ได้มีมวลชนรวมตัวกันในจุดต่างๆ เพื่อต่อต้านรัฐบาลนอกพื้นที่ชุมนุม ในจำนวนนี้รวมทั้งบริเวณด้านแยกคลองเตย ใกล้ชุมชนบ่อนไก่ ผมตัดสินใจว่าจะเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่นี้ ตอนที่ไปถึงใต้ทางด่วนพระราม 4 เป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็น ได้เจอชายคนหนึ่งเอาหมวกที่เป็นลักษณะของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาให้ประชาชนรวมถึงสื่อมวลชนในพื้นที่ดู

เจ้าของหมวกใบนี้คือ มานะหรือเบิร์ด ลูกคนขายหมูในตลาดคลองเตยได้เข้ามาทำหน้าที่อาสาพยาบาล ในเวลาเกิดเหตุได้มีประชาชนคนหนึ่งถูกยิง มานะ จึงได้เข้าไปช่วยชีวิตเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาล

แต่มานะก็ถูกยิงเข้าที่หัวทะลุหมวกนิรภัย ทั้งที่เค้าไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเข้าไปช่วยชีวิตคนเจ็บ… มานะ เสียชีวิตทันที

ผมเดินเข้าไปในจุดปะทะ ที่ปากซอยสุวรรณสวัสดิ์ มีมวลชนอยู่กันจำนวนหนึ่งจับกลุ่มพูดคุยกัน เลยจากซอยนี้ไปไม่ไกลเป็นตึกลุมพินีทาวเวอร์ ม่านควันได้กลายเป็นที่อำพรางตาให้กับมวลชน เมื่อผมไปถึงหน้าตึก แนวหน้าจำนวนหลายคนกำลังพยายามสร้างบังเกอร์ยางในจุดนี้กันอยู่ด้วยความห้าวหาญ ผมแปลกใจว่าอะไรทำให้เค้าเหล่านั้นไม่กลัวตาย ทั้งที่รู้ว่าหลังม่านหมอกควันนั้นเองเป็นทหารที่พร้อมจะสาดกระสุนเข้าใส่อยู่ทุกเมื่อ พวกเค้าทำให้ผมนับถือหัวใจทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่คอยลำเลียงยางเข้ามาสร้างบังเกอร์ แบกหม้อข้าวต้มมาให้ทาน รวมทั้งน้ำที่มาแบบไม่ขาดสาย

และมวลชนหากจะตอบโต้ทหารบ้าง ก็ทำได้แค่ยิงบั้งไฟเล็กข้ามไปเท่านั้นเอง

ในตอนแรกที่ไปถึงดูสถานการณ์จะไม่เลวร้ายสักเท่าไหร่ แต่ไม่นานนั้นเองก็เริ่มมีเสียงทั้งกระสุนและระเบิดจากฝั่งทหารที่ยิงเข้ามาทางด้านผู้ชุมนุม พวกเราต่างต้องหลบกันจ้าละหวั่น แม้ ศอฉ.จะประกาศว่าจะใช้กระสุนจริงเฉพาะผู้มีอาวุธสงครามหรือผู้ที่เข้าใกล้เจ้าหน้าที่ก็ตาม

ผมถอยมายืนอยู่บนตึกลุมพินีทาวเวอร์ เดินขึ้นบันไดมาที่หน้าตึก มองออกไปฝั่งตรงข้ามที่ปากซอยมีประชาชนออกมามุงดูกันไม่น้อย และด้วยความบังเอิญจึงได้ภาพของชายผู้นี้ ก่อนที่เค้าจะโดนยิงด้วยกระสุนจากฝั่งทหาร ทั้งสองรูปถ่ายมาห่างกัน 32 วินาทีเท่านั้น

คำถาม คือ เค้ามีอาวุธสงครามหรือ?

ประชาชนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน กวักมือเรียกเจ้าหน้าที่พยาบาลที่อยู่ด้านผมให้เข้าไปช่วย แต่มานะก็เพิ่งถูกยิงตายไปไม่นานนี้ พวกเค้าจึงต้องช่วยกันหามไปเอง ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ชายอีกคนหนึ่งที่ด้านฝั่งตรงข้ามก็ถูกกระสุนล้มลงอีกหนึ่งราย

ด้วยสายตาของผมเองที่เห็น เค้าไม่ได้ดูเป็นผู้ก่อกายร้าย ไม่ได้มีอาวุธสงคราม เป็นแค่ประชาชน…

ด้านทหารยิงกันมาถี่เหลือเกิน ผมจึงวิ่งไปแอบหลังเสาตึก แค่ไม่นานก็รู้สึกว่าเสาที่ผมหลบอยู่เกิดเสียงดังสนั่น สักพักจนเสียงเริ่มซาลง ผมเดินออกมาจากเสาจึงพบว่า เสาที่หลบนี้เอง แม้จะเป็นเสาหินอ่อนก็ถูกยิงเข้าไปจนทะลุเลยทีเดียว

ผมเริ่มรับสถานการณ์ไม่ไหว จึงตัดสินจะเดินกลับไปที่ด้านใต้ทางด่วนพระราม 4 ระหว่างวิ่งกลับได้ไปหลบพักที่ปากซอยสุวรรณสวัสดิ์ แต่ก็ถูกมวลชนที่นั่น บอกให้ผมรีบหลบเข้าไปในซอย เนื่องจากคนที่ยืนปากซอยก็เพิ่งถูกยิงไปสองคนเช่นกันเมื่อไม่ถึงสองนาที หลังจากพักอยู่ได้สักครู่ ก็เริ่มวิ่งไปต่อแต่ระยะทางที่สั้นๆ นี้ดูเหมือนไกลมากในสถานการณ์ที่ตัวเองรู้สึกถึงความอันตราย

เมื่อฟ้ามืดลง ดูเหมือนทางด้านทหารเองก็จะหยุดปฏิบัติการด้วยเช่นกัน ผมจึงเดินออกไปทางด้านแยกคลองเตย เวทีของครูประทีป เริ่มมีการปราศรัยเกิดขึ้น มวลชนที่แยกนี้มีจำนวนอยู่พอสมควร ผมนึกในใจว่า ต่อให้รัฐสามารถจัดการพื้นที่แยกราชประสงค์ได้ แต่จะจัดการอย่างไรกับพื้นที่รอบนอกเหล่านี้..

ดึกคืนนั้นประมาณสี่ทุ่ม ผมนั่งมอเตอร์ไซด์เพื่อไปดูพื้นที่รอบแยกราชประสงค์ นั่งผ่านเข้าไปจากทางแยกราชเวที รถยนต์ไม่ต้องพูดถึงไม่มีสักคัน ส่วนคนเดินแทบไม่มีให้เห็นเลย ทุกพื้นที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความวังเวง

ที่เหมือนจะปกคลุมอีกชั้นด้วยความกลัว เมื่อผ่านแพลตตินั่มด้านขวามือเลยไปจะเจอสะพานที่มีหน้าด่านเพื่อเข้าพื้นที่ชุมนุม แต่วันนี้กลับสงัดไปด้วยความมืด ผ่านไปเรื่อยๆ จนเจอทางเข้าที่ปากซอยเพชรบุรี 30 ในจุดนี้มีการ์ดรวมตัวกันอยู่ประมาณ 15 คน

ลัดเลาะซอยเข้าไปจนถึงพื้นที่ด้านใน บอกได้ว่าบรรยากาศตอนนี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว นอกจากเสียงปราศรัยของคุณดารุณี บนเวทีแล้วแทบไม่มีเสียงอื่นให้ได้ยิน หน้าเวทีมีผู้ร่วมชุมนุมนั่งฟังอยู่ประมาณพันคน แต่พื้นที่ด้านหลังนั้นดับไฟมืดสนิท แม้มาตรการตัดเสบียงอาหารโดยการปิดพื้นที่รอบนอกจากเริ่มมาได้หลายวันแล้วก็ตาม จากการสำรวจพบว่ายังมีอาหารเหลืออยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารอาหารแห้งต่างๆ แม้ที่จุดหน้าเวทีก็ยังมีร้านขายขนมปังสังขยากันอยู่

รอบพื้นที่ชุมนุมทุกด้านล้วนปิดไฟมืดสนิท ไม่ว่าจะเป็นด่านสารสิน หรือเมื่อออกไปทางด่านศาลาแดง ผมสำรวจที่บริเวณฝั่งตรงข้ามตึก สก.ของโรงพยาบาลจุฬา ไม่มีเสียงจากเวทีต่อเสียงมาให้ฟังเหมือนเช่นเคย บรรยากาศนี้เป็นแบบเดียวกับหลังจากวินาทีที่ เสธ.แดง โดนยิงเมื่อวันก่อน แต่ตามด้านในเต็นท์ที่ผู้ชุมนุมนอนอยู่นั้น ยังแอบเห็นปลั๊กไฟที่ยังต่อไฟกันอยู่เพื่อเปิดพัดลม เนื่องจากพื้นที่ด้านหน้าเต็นท์ก็ต้องหาสแลนมาปิด ทำให้อากาศด้านในคงอบอ้าวอยู่พอควร

ผมไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้หน้าด่านมากกว่านี้อีก จนตัดสินใจกลับ ตอนเดินมาที่มอเตอร์ไซด์ กำลังจะก้าวขาขึ้นรถ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้น พร้อมกันกับที่มวลชนที่ยังเฝ้าระวังยามดึกในบริเวณนั้นต่างอุทานกันด้วยความตกใจ

หมวกกันน็อกหล่น…

16 พฤษภาคม 2553

มีเหตุการณ์คือ คนที่ถูกยิงทั้งที่ยืนอยู่ไกลพื้นที่บริเวณต่างทางด่วนพระราม 4 จึงทำให้มีการสร้างบังเกอร์ยางในบริเวณนี้หนาแน่นมากขึ้น บรรยากาศโดยรอบวันนี้ดูน่ากลัวกว่าเดิม เหตุเพราะพอประชาชนโดนยิงในบริเวณนี้ได้ จากเดิมที่คิดว่าปลอดภัยจึงทำให้มวลชนถอยร่อนไปด้านหลัง วันนี้ผมเองหลังผ่านเหตุการณ์เมื่อวาน ยอมรับว่าใจคอไม่ค่อยดี จึงเข้าไปสังเกตการณ์แค่ก่อนถึงปากซอยสุวรรณสวัสดิ์เพียงเท่านั้น

จนถึงช่วงกลางคืนนั้นเอง ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นที่โลตัสเอ็กเพรส ซึ่งอยู่ถัดไปจากตึกลุมพินีทาวเวอร์เพียงเล็กน้อย สอบถามจากมวลชนหน้าด่านในภายหลังได้ความว่า ยางที่จุดไว้บนถนนได้ลามเข้าไป แต่เมื่อพยายามจะดับไฟ ได้ถูกยิงสวนมาจากฝั่งทหาร จึงทำให้ไม่กล้ามีใครเข้าไปดับ รวมถึงรถดับเพลิงก็ไม่สามารถเข้าไปพื้นที่ได้เช่นกัน…

17 พฤษภาคม 2553

ศอฉ.ออกประกาศถี่ยิบให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ราชประสงค์ทันทีในเวลา 15.00 น. ผมจึงเดินทางไปที่บ่อนไก่เร็วกว่าปกติเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น วันนี้บรรยากาศดูผ่อนคลายกว่าวันก่อนหน้าพอควร เนื่องจากเราสามารถสร้างบังเกอร์ได้ค่อนข้างแน่นหนา ตอนที่เข้าไปอยู่ที่ใต้ทางด่วนพระราม 4 ที่หน้าด่านส่งคนมาบอกว่าเราสามารถควบคุมพื้นที่ไว้ได้ค่อนข้างดี จึงมาเรียกคนเข้าไปเพิ่มด้านใน

ผู้ชุมนุมท่านหนึ่งเอากระสุนให้มวลชนด้วยกันดู ผมจึงไปขอถ่ายรูปด้วย ก่อนจะมีสื่อมวลชนอื่นๆพากันเข้าไปถ่ายตาม แต่ไม่รู้ว่าจะได้ออกสื่อไหม?

ผมก็เข้าไปด้านในกับมวลชนด้วย เดินเข้าไปเรื่อยๆ วันนี้มีการเคลียร์ทางค่อนข้างดี ที่ปากซอยสุวรรณสวัสดิ์เป็นที่รกร้างมีต้นไม้ขึ้นอยู่เต็ม แนวหน้าเราได้ถางทางไว้เพื่อเป็นทางเดินเข้าไปด้านใน เดินทะลุทางรกร้างแล้วก็ปีนบันไดขึ้นที่ตึกหนึ่ง ก่อนจะมีบันไดพาดไว้สำหรับข้ามกำแพงเพื่อลงไปสู่ตึกลุมพินีทาวเวอร์ ซึ่งเป็นตึกที่ผมเคยไปหลบกระสุนหลังเสาที่โดนยิงวันก่อน

วันนี้ด่านหน้าก็คงอยู่ได้ตรงนี้เหมือนเดิมหลังถอยร่นมาเมื่อวาน กลุ่มมวลชนรวมตัวกันส่องหาสไนเปอร์โดยการมองสะท้อนกระจก ถ้าให้ผมพูดตามตรงคือ ผมไม่แน่ใจ อาจจะใช่ก็ได้ หรืออาจเป็นผ้าใบอะไรสักอย่างที่ลมพัดเลยไหวไปมาก็ได้

ข่าวออกว่าเรามี M79 มีอาวุธหนักมากมาย ในพื้นที่จริงซึ่งไม่มีสื่อมวลชนไทยแม้แต่คนเดียว มวลชนมีอะไร?

ประทัด เช็งเม้ง

ปืนบุ้งกี๋

อาวุธเราก็มีแค่นี้แต่รัฐบาลตอบแทนเราด้วยกระสุนเข้าที่หัวของมวลชน สไนเปอร์ที่ส่องผ่านรูยางบังเกอร์… แม่นเหลือเกิน

ช่วงที่โดนยิงคือช่วงเวลาใกล้ๆ กับที่มีรถน้ำมันไปจอดอยู่บนถนน

ผู้ชุมนุมเป็นผู้กระทำงั้นหรือ??

คุณบ้าหรือเปล่า แค่หลบหลังบังเกอร์ยังโดนยิงหัวเลย พื้นที่เราสิ้นสุดแค่นี้ ปั้มน้ำมันเป็นพื้นที่ควบคุมของทหาร ใครกันล่ะจะสามารถกระทำได้โดยไม่ถูกทหารยิง หลังจากได้รับทราบข่าวผมจึงเดินไปที่หน้าแนวบังเกอร์ยางทันที ถามว่าเห็นรถน้ำมันกันบ้างหรือไม่ เค้าเหล่านั้นจึงบอกผมว่าเห็นเข็นกันออกมาประมาณยี่สิบนาทีที่ผ่านมา

คนเข็นใส่เสื้อยืด แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีการยิงต่อต้านจากทหาร ผมจะมองผ่านรูบังเกอร์ยางก็ไม่กล้า จึงเดินทางจากหน้าตึกลุมพินีทาวเวอร์โดยออกไปทางด้านหลัง เพื่อไปที่ปากซอยงามดูพลีที่มีแนวเราอยู่อีกจุดหนึ่งเลยตึกลุมพินีทาวเวอร์อีกหน่อย

แต่ที่แนวด้านนี้ก็มีลักษณะเหมือนซอยตันคือแนวบังเกอร์ที่ตั้งไว้ ทำได้แค่ไปวางที่ปากซอยเท่านั้นไม่ได้เอาไปวางบนผิวหน้าถนนใหญ่ มวลชนก็จะกระจุกตัวกันอยู่ในซอย แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่มวลชนจะออกไปเข็นรถน้ำมันออกมาจากปั้มได้?

18 พฤษภาคม 2553

ผมก็ยังไปที่บ่อนไก่เช่นเดิม สภาพวันนี้ดูปลอดภัยขึ้นมาก จากใต้ทางด่วนพระราม 4 มองออกไปจะเห็นบังเกอร์ยางตั้งไว้อย่างหนาแน่นที่สุดตั้งแต่เริ่มมาเลยทีเดียวมีหลายชั้น และแต่ละชั้นสูงจนพอหลบภัยได้ดี ที่หน้าตึกลุมพินีทาวเวอร์วันนี้ บังเกอร์สูงท่วมหัวไปแล้ว ผู้ชุมนุมในบริเวณจึงปลอดภัยกันดีทุกคน ต่างจากวันก่อนที่โดนยิงหัวก็จากแนวนี้เอง

แต่การจะเดินเข้าไปที่ด่านงามดูพลี ไม่ใช่เรื่องง่าย ตามปกติต้องเข้าไปที่หลังซอยแล้วอ้อมไปที่ปากซอยงามดูพลี แต่วันนี้น้องคนนี้ยืนยันว่าไปได้โดยที่เค้าจะเป็นคนคุ้มกันผมเข้าไปเอง ผมจึงตัดสินใจเข้าไปด้านใน ผ่านตึกโลตัส เอ็กเพรสที่ไฟไหม้วันก่อน

ที่ปากซอยงามดูพลี วันนี้บังเกอร์สามารถตั้งออกไปที่แนวถนนได้ ต่างจากทุกวันที่จะวางบังเกอร์ไว้เหมือนปิดปากซอย จุดที่ผมยืนคือบริเวณธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมวลชนจะยืนตรงนี้เพราะฝั่งตรงข้ามคือธนาคาร cimb จะมีสไนเปอร์ส่องยิงมาตลอด ลองดูรูๆทั้งหลายแล้วกัน รูกระสุนทั้งนั้นแหละครับ

กระสุนพวกนี้มาจากไหน มวลชนพยายามส่องกันอยู่หลายวันที่ตึกในภาพนี้แหละครับ เค้าบอกว่าเค้าเห็น แต่ผมมองไม่เห็น ตอนนั้นส่องจากตึกลุมพินีทาวเวอร์มองจากกระจากสะท้อนไปที่ตึกนี้อีกที

วันนี้ที่ซอยงามดูพลี ลองส่องกันอีก ลองดูในภาพครับ ที่ผมวงไว้จุดผู้ชุมอยู่ไกลสุดคือตรงที่ผมยืนอยู่นี้ เลยจากนี้ไปเป็นแนวทหารทั้งหมด ใครไปหารูปดูจากที่อื่นก็ได้ที่ถ่ายจากฝั่งทหาร จะมีกั้นด้วยรถขยะ ตึกนี้จึงอยู่ในพื้นที่ควบคุมของทหารแน่นอน แล้วใครล่ะ จะขึ้นไปทำอะไรอยู่ข้างบน ท่ามกลางรูกระสุนนับไม่ถ้วนที่หวังปลิดชีวิตมวลชน

มวลชนแนวหน้าอยากให้สื่อมวลชนเข้าไปใจจะขาด ผมเข้าไปทีนี่ดีใจกันใหญ่ เค้าวิงวอนให้เสนอความจริงครับ เพราะหากเค้าจุดประทัดจากท่อน้ำขนาดเล็ก ข่าวก็รายงานว่ายิงปืนสวน หากเค้าจุดบั้งไฟก็รายงานยิง M79 จังหวะนั้นเห็นรถขยะไฟไหม้ ผมถ่ายจากรูยางที่บังเกอร์นี่เอง

วันนี้ผมคิดว่าจะไปสังเกตการณ์ที่ด้านดินแดง ก่อนไปจึงถ่ายภาพถนนพระราม 4 ไว้และนี่คือสภาพตอนนั้นครับ

ถึงดินแดงก็ค่ำมืดแล้ว เข้าไปทางฝั่งสามเหลี่ยมดินแดงไปได้จนหัวโค้งเห็นฝั่งตรงข้ามที่เป็นธนาคารนครหลวงไทยกำลังไฟไหม้อยู่ ที่ดินแดงนี่ผมไม่คุ้นเคยพื้นที่เท่าไหร่ ที่แยกใต้สะพานกลิ่นยางคละคลุ้งเป็นอย่างมาก ถ้าตรงไปที่แยกนี้ก็จะถึงอนุสาวรีย์ชัย แต่ผมไม่กล้าเดินจึงกลับทางเดิมแล้วนั่งรถอ้อมไปอนุสาวรีย์ชัยเพื่อเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง ที่ด้านนี้มีคนปราศรัยอยู่บนรถที่ปากทางเข้า ใกล้กับตึกเซ็นเตอร์วัน ผมเดินเข้าไปเรื่อยๆ ถามคนในพื้นที่ทราบว่าตรงนี้ค่อนข้างปลอดภัยและมีมวลชนอยู่ซอยราชวิถี 1

ในซอยตอนที่เดินเข้าไปมีคนอยู่พอสมควร เดินจนทะลุออกไปอีกด้านหนึ่งของซอยจังหวะนั้นพอดีมีรถตำรวจและรถดับเพลิงรวม 4 คัน ขับเข้าไปในเขตพื้นที่ของทหาร เข้าใจว่าน่าจะขอผ่านทางเข้าไปเพื่อดับไฟที่ธนาคารนครหลวงไทย แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม รถทั้งหมดอีกสักพักจึงต้องขับกลับออกมาเหมือนเดิม จากนั้นผมเดินกลับเข้าไปข้างในซอยอีกครั้ง ที่ด้านในซอยนี้มวลชนจะอยู่ในตึกหลังหนึ่ง

คือตึกที่อยู่ก่อนถึงธนาคารเพียงนิดเดียว เลยจากนั้นเป็นพื้นที่ของทหาร แน่นอน… รวมถึงตึกชีวาทัย เพราะงั้นตามที่สื่อมวลชนรายงานว่า ตึกชีวาทัยที่คาดกันว่ามีสไนเปอร์อยู่บนตึกนี้อยู่ในแนวของมวลชนนั้น เป็นเรื่องไม่จริง แต่ตึกชีวาทัยที่มีสไนเปอร์อยู่นั้นอยู่ในแนวของทหารต่างหาก

มีผู้หญิงคนหนึ่งทำงานแบงก์เช่นกัน เข้ามาจนถึงที่ซุ่มอยู่ของมวลชน บอกว่านอนไม่หลับ ได้ข่าวว่าทหารจะเข้าสลายตอนตีห้า ไม่สบายใจเลยต้องออกมาให้กำลังใจ…

19 พฤษภาคม 2553 วันสลายการชุมนุม

ผมตื่นมาแต่เช้าก็รับทราบข่าวว่าทหารเข้าสลายการชุมนุมบริเวณราชประสงค์ ช่วงสายๆ ผมเดินทางไปที่บ่อนไก่เช่นเคย เนื่องจากคิดว่าเป็นพื้นที่ๆ ผมคุ้นเคยมากที่สุด

ผมอยู่ที่บริเวณตึกลุมพินีทาวเวอร์ ช่วงเวลาประมาณเที่ยงๆ มวลชนเรียกกลุ่มที่อยู่ใต้ทางด่วนพระราม 4 ให้เดินเข้ามาสมทบเนื่องจากทางสะดวก แล้วรวมพลเดินเข้าซอยฝั่งตรงข้ามโดนหวังเข้าไปช่วยมวลชนที่ราชประสงค์ จนมวลชนมากันได้ 2-3 ร้อยคน จึงเดินเข้าไปในซอย

เดินเข้าไปในซอยได้แค่สัก 200 เมตร ไม่ทันไรเลยครับ เสียงปืนมาแล้ว หลบกันระนาวเลย จากวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผมต้องหลบกระสุนจากสไนเปอร์หนักๆ ก็มีครั้งนี้แหละครับที่เสียวสุดๆ เสียงปืนดังทุกครั้งที่มีคนขยับตัวไปเพื่อวิ่งหนีกลับหรือวิ่งหาที่หลบที่ปลอดภัยกว่าเดิม หลบกันอยู่ไม่นานก็มีผู้บาดเจ็บทยอยมาเรื่อยๆ หนึ่งคนโดนยิงที่ไหล่ และคนนี้ผมเข้าใจว่าโดนยิงบริเวณใกล้ๆอกทำนองนี้ โหดจริงๆครับ เค้าหนีกลับไปที่ตั้งยังยิงเลย

หลบด้านในอยู่นานกว่าจะออกมาได้ก็ช่วงประมาณบ่ายโมง ตอนนั้นยืนอยู่ใต้ทางด่วน ก็ได้ข่าวแกนนำยอมแพ้พอดี แรกที่กระแสข่าวยังดูสับสน มวลชนต่างไม่แน่ใจ จนสักพักหนึ่งเมื่อชัดเจนแล้ว ผมเห็นมวลชนบางคนมองไปที่เสาทางด่วนใต้พระราม 4

ข้อความนั้นถูกพ่นด้วยสเปรย์ว่า

"พ่อหนูอยู่ไหน"

เค้ามองที่ข้อความนี้แล้วก้มหน้าร้องไห้ น้ำตาจากลูกผู้ชาย หมดแรงที่จะยืนต้องนั่งที่ข้างฟุตบาทและแม้จะอายจนต้องก้มหลบหน้าคนอื่น แต่บรรยากาศแห่งความผิดหวังอบอวลในบริเวณนั้นเหลือเกิน

ผมตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในอีกครั้ง บริเวณแนวหน้าที่ผมคุ้นเคยกับมวลชนอยู่ทุกวัน เห็นหน้ากันประจำ ไม่ทันจะเดินเข้าไปดีเค้าเหล่านั้นก็เดินสวนกันออกมา สภาพที่แต่ละคนตอนนี้ดำไปทั้งตัวจากเขม่าควัน และคราบขี้เถ้าที่เปื้อนตัวตอนหลบกระสุน เสื้อผ้าไม่ได้ใส่ เหลือแต่ดวงตาที่ยังเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้รอบดวงตาของพวกเค้าไม่ได้เป็นสีขาวอีกต่อไป แต่มันเจือไปด้วยคราบน้ำตาที่เอ่อล้น ทั้งที่ชั่วโมงก่อนหน้าความหวังยังมีอยู่เต็มเปี่ยม

เค้ามองมาที่ผม..

"ไปยอมแพ้มันทำไม สู้กันมาตั้งหลายปี"

ด้วยความผิดหวังในหัวใจ หลังจากที่แปรเปลี่ยนเป็นคราบน้ำตา ก็กลายเป็นความโกรธแค้นที่พุ่งพล่าน

เมื่อใครบางคนหยิบท่อนเหล็กขึ้นมาได้ พวกเค้าเริ่มทำลายธนาคารกรุงเทพที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ผมยืนอยู่ เตรียมจะไปเผา แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะสาขานี้อยู่ติดกับชุมชนพอดี จึงขยับไปรื้อทำลายตู้โทรศัพท์แทน แต่ละตู้ที่ค่อยๆ ล้มลง

ผมเดินออกมาจากพวกเค้าเรื่อยๆ ถ้าใครคิดว่าการเผาต่างๆ นี้เป็นไปอย่างไตร่ตรองมาก่อน ถ้าถามผม… ผมคิดว่าไม่ 

ไม่เช่นนั้นเค้าคงไม่เผายางแทบทั้งหมดใต้ทางด่วนพระราม 4 ตอนนั้น

จากนี้ไป ผมไม่มีรูปให้คุณดู มีแค่คำพูดเล่าให้คุณฟัง…

และมันคือ..การเผา

จากใต้ทางด่วนพระราม 4 ควันเยอะอย่างมหาศาล เราก็ออกมาเรื่อยจนถึงการไฟฟ้านครหลวงคลองเตย ผมเห็นคนปาระเบิดขวดเข้าไปครั้งแรก ไฟลุกพรึบขึ้น โดยแทบไม่ต้องทำอะไรและไม่นานไปเกินกว่า 10 นาที ไฟลุกเผาทั้งตึกวอดวาย ออกมาเรื่อยๆ ร้านซีพี เฟรชมาร์ท ถูกทุบเข้าไป และหลังจากนั้นก็ตะโกนตรงกันไปยัง ช่อง 3 และเผา ก่อนจะกลับมาเผาต่อที่ตลาดหลักทรัพย์ เหล่านี้เกิดขึ้นเร็วมาก และมาเป็นทอดๆ

ตอนแรกคิดว่าตลาดหลักทรัพย์จะไม่โดนเผา แต่สุดท้ายก็โดนจนได้หลังจากที่ช่อง 3 โดนเข้าไปแล้ว การเผาทุกที่ใช้คนไม่กี่คน และยางไม่กี่เส้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยห้ามปราม ตอนแรกเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณหลังทางขึ้นลงรถไฟใต้ดิน แต่พอมวลชนไปใกล้ๆ ก็ถอยหนี ที่อยู่ในศูนย์สิริกิติ์ก็เอารถออกไปหมด

หลังเผากันจนไฟจุดติดแล้ว ก็คุยกันต่อว่าจะไปที่ไหนกันต่อ บางคนเสนอให้ไปช่อง 9 ก็ดีหรือ ราบ 11 ก็ดี แต่จังหวะที่ไม่ทันฟังว่าไปที่ไหน รถมอไซด์เคลื่อนตัวกันไป ผมซ้อนมอไซด์มอไซด์ไปสักพักเห็นทำท่าจะข้ามไปด้านพระราม 3 ก็เลยคิดว่าไกลเกิน ไม่ได้ตามไป สุดท้ายแล้วจึงกลับ แต่คาดคะเนได้ว่ากลุ่มนี้นั่นเองที่ไปเผาต่อที่ธนาคารกรุงเทพอีกหลายสาขาที่ใกล้กับถนนพระราม 3

ที่ผมเขียน เพื่อจะบอกว่ามวลชนตอนนั้นไม่ได้มีใครนำใคร ได้แค่คุยๆ กันแล้วก็เฮโลไป ไม่ได้มุ่งหมายที่ใดเป็นพิเศษ จุดที่เผาก็เริ่มตั้งแต่แถวบ่อนไก่ ลากเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ บนถนนพระราม 4 ตามอารมณ์ โดยในจังหวะที่มีรถดับเพลิงมานั้น มวลชนก็ไล่ให้กลับไปไม่ให้เข้ามาดับเพลิง แต่ก็ด้วยเป็นไปในอารมณ์ และไม่มีการยิงปืนใส่รถดับเพลิงตามข่าวใดๆ ทั้งสิ้น เต็มที่ก็แค่ดีดหนังสติ๊กเข้าไปเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยปืน…

สุดท้ายขอจบด้วยรูปของซากปรักหักพังเหล่านี้

ข้อมูลโดย ประชาไท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: