มาร์คขอบคุณศอฉ. ทำเพื่อชาติ พร้อมรับศึกซักฟอก

http://www.thairath.co.th/content/pol/86358

“อภิสิทธิ์” พอใจ ศอฉ.สรุปเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พร้อมขอบคุณที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ ขณะที่ ศอฉ.มอบข้อมูลให้ชี้แจงในศึกซักฟอก…
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 พ.ค.2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้ามาร่วมประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (1) พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (2) พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) พล.ต.สุรศักดิ์ บุญศิริ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และ พล.ต.อุทิศ สุนทร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
โดยการประชุม ศอฉ. จากเดิมได้มีการกำหนดประชุมไว้ในเวลา 16.00 น. แต่นายกรัฐมนตรี ต้องการให้เลื่อนการประชุมมาในเวลา 09.30 น. แทน ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการสรุปสถานการณ์เหตุการณ์การกระชับวงล้อมของกลุ่มคน เสื้อแดง ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมได้มีการรวบรวมเอกสารต่าง ๆ ทั้งคลิปวีดีโอ ของผู้สื่อข่าวไทย และ ต่างประเทศ ที่มีการนำเสนอเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
โดยทาง ศอฉ. ได้จัดเตรียมข้อมูลเอกสารที่มีการพิมพ์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ และ แผ่นวีซีดี มอบให้กับนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เพื่อนำไปชี้แจงในการปฏิบัติการงานในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่างวันที่ วันที่ 31 พ.ค. และ 1 มิ.ย.นี้ ตามที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านมีการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
แหล่ง ข่าวในที่ประชุม ศอฉ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศอฉ.ในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ รัฐบาล และ ศอฉ. มีมติประกาศยกเลิกการประกาศพื้นที่ควบคุม หรือ เคอร์ฟิวในพื้นที่ กทม. และ พื้นที่ต่างจังหวัดอีก 24 จังหวัด รวมถึงรายงานภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่ กทม. และภูมิภาค
ทั้งนี้นายก รัฐมนตรี รับทราบแนวทางที่จะเฝ้าระวังในพื้นที่ต่าง ๆ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้รับฟังการบรรยายสรุปของ ศอฉ.ถึงการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มต้นการตั้ง ศอฉ. ขึ้นมาควบคุมดูแลสถานการณ์บ้านเมือง หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกันตั้งแต่ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา
“ศอ ฉ.ได้มีการบรรยายลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้เพื่อเตรียมชี้แจง ในกรณีที่มีการขอให้ชี้แจงในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของสถานการณ์บ้านเมือง ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในเรื่องการชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชนเพิ่มเติมว่า การชี้แจงกับเอกอัครราชทูต และผู้สื่อข่าวต่างประเทศ บางส่วนยังไม่เข้าใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งการปฏิบัติการที่ผ่านมา ศอฉ.ไม่ได้มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่การปฏิบัติงานเป็นการกระชับวงล้อม และ ตั้งด่านตรวจ เพื่อตัดเส้นทางการส่งบำรุงต่าง ๆ ให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น เพื่อพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตราย การกระทำดังกล่าวของรัฐบาล หรือ ศอฉ. ก็เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้มันดีขึ้น ไม่ได้ต้องการให้เกิดความรุนแรง”
แหล่ง ข่าวระบุ แหล่งข่าว ยังบอกด้วยว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงกรณีที่มีบางส่วนไม่เข้าใจที่รัฐบาลตั้งข้อกล่าวหาก่อ การร้ายกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งจริง ๆ การทำงานเป็นไปตามกฎหมายอาญาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีการนำเทปที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงไว้กับเหล่าบรรดาเอกอัครราชทูต และ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ออกอากาศซ้ำอีกเพื่อต้องการให้เกิดความเข้าใจตรงกันถึงภารกิจต่าง ๆ ที่ ศอฉ.ปฏิบัติมา ซึ่งวัตถุประสงค์ในการใช้กำลังทหาร และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ได้เข้าไปปราบปราม แต่การดำเนินการเพื่อต้องการสกัดบีบวงล้อม เนื่องจากกองกำลังติดอาวุธพยายามใช้พื้นที่สวนลุมพินีเป็นฐานในการโจมตี ทาง ศอฉ. จึงจำเป็นจะต้องจะต้องใช้กำลังทหารกระชับวงล้อมเพื่อต้องการยุติกองกำลังติด อาวุธเหล่านี้ 
“การทำงานของ รัฐบาล และ ศอฉ.ที่ผ่านมา ถือว่ามีความชัดเจนมาก จึงไม่น่าเป็นห่วงอะไร ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดถึงการทำงานของ ศอฉ. ภายใต้การประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) โดยให้ดูว่าการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน จะต้องไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะเรื่องการปิดเว็ปไซต์ รัฐบาลไม่มีนโยบายที่เหวี่ยงแห หรือ ครอบคลุม แต่การปฏิบัติงานจะดูบุคคลที่เข้าไปใช้และไม่เหมาะสมเท่านั้น การปิดเว็ปไซต์ไม่ได้เป็นนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่สั่งการให้ดูแลตามความเหมาะสม
แหล่งข่าว ยังกล่าวอีกว่า ศอฉ. ได้สรุปสถานการณ์การปฏิบัติงานที่ผ่านมาทั้งหมด โดยเฉพาะการปฏิบัติของของกำลังทหารที่มีการสนธิกำลังทางจาก 3 กองพล คือ พล.1 รอ. , พล.ม.2 รอ. และ พล.ร.9 พร้อมกับได้มอบเอกสารทั้งวีซีดี และ เอกสารที่พิมพ์จากคอมพิวเตอร์ มอบให้กับนายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับฟังการบรรยายสรุปจาก ศอฉ. และ ได้ดูภาพเหตุการณ์ที่ต่าง ๆ ที่ ศอฉ.รวบรวมให้ก็รู้สึกพอใจต่อการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และขอบคุณเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ทุกคนที่ปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เพื่อประเทศชาติ และยืนยันว่า รัฐบาล และ ศอฉ. จะปฏิบัติภารกิจภายใต้กฎกติกาของบ้านเมือง และยึดหลักตามสากลทุกประการ
ทางด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. เปิดเผยถึงกรณีมูลนิธิกระจกเงารายงานสรุปยอดผู้สูญหาย 39 คน จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า เรื่องนี้มีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว โดยทางญาติจะต้องไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในส่วนของ ศอฉ. ขอยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ หรือ ทหาร ในช่วงที่ผ่านมา ศอฉ.ปฎิบัติตามขั้นตอน และในช่วงที่มีการปฎิบัติงานก็มีสื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวไม่มีจุดใดที่เจ้า หน้าที่จะเข้าไปทำงานโดยลำพัง
ส่วนการที่มูลนิธิกระจกเงาเรียกร้อง ให้ ศอฉ.เปิดเผยรายชื่อคนที่ถูกจับกุมตัวนั้น เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง แต่เบื้องต้นรายชื่อคนที่ถูกจับกุมไม่ได้อยู่กับตน ซึ่งผู้ที่จะให้รายละเอียดได้คือ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สามารถไปตรวจสอบได้
ขณะที่ แนวโน้มในการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน นั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในขณะนี้ทาง ศอฉ.ได้มีการประเมินว่า พรก.ฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ดูแลสถานการณ์ทั้งใน กทม. และ ปริมณฑล รวมถึงในต่างจังหวัดต่าง ๆ เพราะยังพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่พยายามจะปลุกระดมประชาชนให้ออกมา เคลื่อนไหว ร่วมถึงความพยายามจะก่อเหตุของกลุ่มขบวนการใต้ดิน ถึงแม้ว่า ทาง ศอฉ.ได้มีการจับกุมกลุ่มการ์ดกลุ่ม นปช.ไปบ้างแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีบางส่วนที่หลบหนีไปได้รวมถึงชายแต่งชุดดำที่มีอาวุธ สงครามครบมือ ดังนั้น ทางศอฉ.จึงเห็นว่า พรก.ฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นต่อเจ้าหน้าที่ในการปฎิบัติงาน ส่วนแนวโน้มการยกเลิกจะเป็นเมื่อไหร่นั้นคงตอบไม่ได้ แต่จะมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ๆ อย่างไรก็ตาม พรก.ฉุกเฉิน ไม่ได้มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน 
ส่วนกระแสข่าว ที่อาจมีการลอบทำร้ายบุคคลสำคัญทางการเมือง นั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ศอฉ.ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหน่วยงานทางด้านการข่าว แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการดูแลความปลอดภัยนั้น เรามีชุดดูแลความปลอดภัยของผู้นำ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ทั่วโลกทำกัน และทุกประเทศก็ต้องมี ทั้งนี้ในส่วนด้านการข่าว เรามีชุดในการปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ สำนักข่าวกรอง หรือ สมช. ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

ข้อมูลโดย ไทยรัฐออนไลน์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: