จดหมายจากอเมริกา: ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทย

จดหมายจากอเมริกา- ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทย

หมายเหตุไทยอีนิวส์: เป็นความเห็นจากชาติมหาอำนาจต่อสถานการณ์ในเมืองไทยที่ต้องการไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มเติม พร้อมเล็งเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกสำหรับเหตุการณ์ และการตัดสินใจที่จะให้อำนาจต่อประชาชนในชนบทของคนเมืองจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1832

LETTER FROM AMERICA “The Failure of Thailand’s Democracy”

โดย ริชาร์ด เบิร์นชไตน์
ตีพิมพ์: 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
แปลไทยโดย siam democracy cooperative
นิวยอร์ก – หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่กองทัพไทยจะเข้าสลายการประท้วงต่อต้านรัฐบาลออกจากกรุงเทพฯ และส่งผู้ชุมนุมกลับภูมิลำเนาในชนบท ในระหว่างการสรุปข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน นักข่าวท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามต่อนายฟิลิป เจ โครว์เลย์ โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศ ว่าสถานการณ์ประชาธิปไตยในประเทศไทยมี “นัยสำคัญในวงกว้าง” หรือไม่
นายโครว์เลย์ตอบว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถให้คำตอบที่ครอบคลุมได้ในขณะนี้ สิ่งที่น่าจะพอสรุปได้ก็คือ ในสังคมไทยได้มีความแตกแยกระดับพื้นฐานหลายประการ และทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้และพัฒนาไปสู่ประชาสังคมที่ไม่มีการแบ่งแยกได้ก็คือการเจรจากันด้วยสันติวิธี”
การที่นายโครว์เลย์ไม่ต้องการให้คำตอบในลักษณะ “ครอบคลุมในวงกว้าง” ในขณะที่การเผชิญหน้าในกรุงเทพฯ กำลังดำเนินมาถึงจุดแตกหักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุการณ์เช่นนี้ได้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อนและสหรัฐอเมริกาเองก็มีประเด็นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์อื่นๆ อีกหลายประเด็นที่ยังคงต้องจัดการอยู่ในตอนนี้
อย่างไรก็ดี เมื่อดูเหมือนว่าสถานการณ์รุนแรงเฉพาะหน้าจะสิ้นสุดลงแล้ว ณ ขณะนี้ บางทีอาจจะถึงเวลาที่เราจะได้พิจารณาคำถามของนักข่าวท่านนั้นเกี่ยวกับนัยสำคัญของประชาธิปไตยในประเทศไทย และต่อไปนี้เป็นความพยายามของผมที่จะตอบคำถามนี้:
ในมุมมองของผู้อยู่ห่างไกลจากเหตุการณ์ถึงสหรัฐอเมริกา เหตุความวุ่นวายในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเหตุการณ์เป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญและน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามันได้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของตัวแบบประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกาได้ทำการส่งเสริมสนับสนุนอยู่เสมอมา ไม่เพียงในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย
และเมื่อพิจารณาว่าทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ของประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย ซึ่งรวมถึงประเทศจีน พม่า และเวียดนาม ล้วนแต่ยึดระบอบการปกครองที่รวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้โดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว แนวทางจัดการด้วยวิถีทางประชาธิไตยในเอเชียจึงดูจะขาดประสิทธิภาพและไร้เสถียรภาพ
นายโรเบิร์ท ดี แคปแลน นักเขียนและสมาชิกอาวุโสขององค์กร Center for a New American Security ได้ตั้งคำถามในขณะที่วิกฤติการณ์ในประเทศไทยกำลังพัฒนาไปสู่จุดแตกหักว่า “ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการที่รัฐไทยอ่อนแอและและแตกแยกมากขึ้น?” คำตอบของเขาคือประเทศจีน
“ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยนับเป็นปราการสำคัญของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือว่ามีความแข็งแรง มั่นคง และเป็นประเทศเจ้าภาพที่เชื่อถือได้ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการจัดฝึกอบรมร่วมกับกองทัพไทยทุกๆ ปี ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่สหรัฐอเมริกาให้ความเชื่อถือและมีความร่วมมือมากที่สุดในภาคพื้นนี้นับตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม ดังนั้นเมื่อรัฐไทยกำลังอ่อนแอลงอย่างมากถึงขนาดที่เราไม่สามารถจะเพิกเฉยได้อีกต่อไป สิ่งที่ผมขอเรียกว่า การคืบคลานอันแยบยลของประเทศจีนที่จะครอบคลุมภูมิภาคนี้ ก็กำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว”
แน่นอนว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่เคยที่จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น หรือมีเสถียรภาพอย่างสมบูรณ์ เหตุการณ์อย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ได้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ประชาธิปไตยของไทยถูกทำให้อ่อนแอลงจากปัญหาการทุจริตในทุกระดับ รวมถึงการซื้อเสียงที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในเขตชนบท
แต่ที่ผ่านมายังคงมีพระมหากษัตริย์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทย ผู้ซื่งมีบทบาทถ่วงดุลย์และรักษาเสถียรภาพในสังคมได้ นอกจากนั้น ก็ยังคงมีกองทัพที่แม้ว่าในบางครั้งอาจจะไม่ได้สมัครใจนัก แต่ก็พร้อมจะเข้ายึดอำนาจเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้
สถานการณ์ในประเทศไทยปัจจุบันมีความแตกต่างออกไป เมื่อพระมหากษัตริย์ผู้มีพระชนมายุ 82 พรรษา ทรงพระประชวรมาระยะหนึ่งแล้ว
นายคาร์ล ดี แจ็คสัน หัวหน้าภาควิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา School of Advanced International Studies แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอบกินส์ กล่าวว่า “ประเทศไทยโดยเนื้อแท้แล้วมีระบบซึ่งกลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ จะยอมรับรัฐบาลที่ได้รับเลือกจากกลุ่มคนในชนบท ตราบเท่าที่กลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ นั้นสามารถตัดสินใจได้ว่ารัฐบาลดังกล่าวจะถูกขับออกไปเมื่อไรก็ได้” นายแจ็คสันกล่าวต่ออีกว่า “ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2535 จนถึง พ.ศ.2544 รัฐบาลผสมที่อ่อนแอหลายรัฐบาลมักถูกขับออกไป เมื่อมีการทุจริตกันอย่างน่ารังเกียจจนเกินไป”
ดูเหมือนว่าระบบที่เคยเป็นมาได้ถูกสั่นคลอนอย่างถาวรโดยการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 ที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายทักษิณมีลักษณะเป็นนักประชานิยมที่มีบุคลิกภาพโดดเด่นแบบที่บางครั้งสามารถเกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ขาดความแน่นอน นายแจ็คสันเปรียบเทียบนายทักษิณ ว่าเป็นเสมือน นาย Huey P. Long ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียน่า ในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาและได้รับความชื่นชมจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาเป็นอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันก็ถูกฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นผู้ที่พร้อมจะก้าวไปสู่การเป็นเผด็จการ
การเปรียบเทียบนาย Long กับทักษิณนี้ดูจะเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นายทักษิณเคยเป็นและยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มคนชนบทที่ยากจนซึ่งเป็นฐานสำคัญของการประท้วงในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมานี้ ขณะที่กลุ่มอำนาจหลักในสังคมไทยมองว่านายทักษิณเป็นผู้ทุจริต หว่านซื้อเสียงจากคนในชนบท และเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
และด้วยเหตุนี้ กลุ่มที่อ้างอิงกันทั่วไปว่ากลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ จึงได้ทำการยึดอำนาจจากนายทักษิณในพ.ศ.2549 และได้ก่อให้เกิดสภาวะทางตันทางการเมืองซึ่งดำเนินต่อมาจนทุกวันนี้
นายแจ็คสันกล่าวถึงสภาวะทางตันนี้ว่า “ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของระบบการเมืองไทยคือ อำนาจเงินตราส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ในขณะที่ส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอยู่นอกกรุงเทพฯ”
มีทางออกหรือไม่?
ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ กลุ่มหลัก 2 กลุ่มในระบบการเมืองไทย กล่าวคือ กลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯ และเสียงส่วนใหญ่ในชนบท จะต้องเรียนรู้จากความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้รุนแรงน้อยลง แม้ว่ามันอาจจะหมายรวมถึงว่ารัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณหรือรัฐบาลที่คล้ายคลึงกับรัฐบาลทักษิณอาจจะได้รับเลือกขึ้นมาอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
นายแจ็คสันกล่าวว่า “สิ่งที่คนไทยประสบอยู่ตอนนี้เป็นเหมือนสิ่งที่คนอังกฤษได้เคยประสบมาในปี พ.ศ. 2375 (ค.ศ.1832) เมื่อกลุ่มชนชั้นสูงในอังกฤษต้องตัดสินใจว่า ‘เราจะขยายขอบข่ายของอำนาจที่แท้จริงในสังคมให้กับกลุ่มคนที่ไม่เหมือนเราหรือไม่’ … ชาวอังกฤษได้ทำการตัดสินใจที่ถูกต้อง แล้วคนไทยล่ะ จะสามารถตัดสินใจเลือกได้ถูกต้องหรือไม่ หากกรุงเทพฯ ไม่สามารถหาวิธีที่ประนีประนอมในการจัดสรรการใช้อำนาจได้แล้ว ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและแม้กระทั่งความรุนแรงก็อาจจะยังดำเนินต่อไป”

ถึงแม้ว่าในอดีตนายแคปแลนได้เคยวิพากษ์วิจารณ์หลักการของสหรัฐอเมริกาที่มองว่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นดีสำหรับทุกๆ คน นายแคปแลนยังคงเชื่อว่าทางเลือกที่ดีทางเดียวของประเทศไทยนั้นคือ “ความเป็นประชาธิปไตยที่มากกว่าเดิม”
นายแคปแลนกล่าวว่า “ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาพที่แย่นัก … ไม่มีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่รุนแรง มีสำนึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ความเป็นชาติอยู่ มีช่องทางเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่านายทักษิณจะเลวร้ายซักแค่ไหน ภายหลังจากสถานการณ์ได้คลี่คลายลงบ้างแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเดินหน้าต่อไปด้วยการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้นมา และจะต้องยอมปล่อยให้ผลเป็นไปตามที่มันเป็น”
อย่างไรก็ตาม นายแคปแลนกล่าวเสริมว่า ประเทศไทยอาจจะอ่อนแอ ขาดความแน่นอน และได้รับความเชื่อมั่นน้อยลงกว่าในอดีต และนั่นย่อมไม่ส่งผลดีต่อการดำเนินการทางการเมืองที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนตลอดเวลาที่ผ่านมา

ข้อมูลโดย ไทยอีนิวส์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: